เสิ่นหยวนไป๋เคลื่อนไปยังพื้นที่สูงภายใต้การอารักขาของขบวนคนคุ้มกัน เขาทอดสายตามองออกไป เห็นตระกูลเฉียวตั้งขบวนล้อมรอบรถมงคล รบไปพลางถอยไปพลาง ระเบียบแถวแน่นหนา โดดเด่นอย่างยิ่งท่ามกลางสนามรบอันโกลาหลนี้
เขาเบือนสายตาเล็กน้อย ก็เห็นขบวนของไป๋หลี่เฉิงโย่วซึ่งอยู่ไม่ไกลจากรถมงคล
ดูท่วงท่าสังหารรอบด้านนั้นแล้ว เกรงว่าพวกเขามิได้ถูกพิษ
เสิ่นหยวนไป๋ยิ้มเย็นยะเยือก ใบหน้าหาได้แสดงความประหลาดใจไม่
ครั้นต่อมา เขาก็กวักมือเรียกคนที่อยู่เบื้องหลัง
ชายชุดดำผู้หนึ่งก้าวขึ้นมา คารวะอย่างนอบน้อม “องค์ชาย”
เสิ่นหยวนไป๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป โจมตีเฉียวจงกั๋วกับไป๋หลี่เฉิงโย่วอย่างสุดกำลัง!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ชายผู้นั้นส่งสัญญาณมือไปทางด้านหลัง
ทันใดนั้น ก็มีผู้หนึ่งแยกตัวออกจากขบวน หลบไปยังที่กำบัง แล้วเป่านกหวีดที่ส่งเสียงทำนองประหลาดขึ้น
องค์ชายรองยืนประสานมือไพล่หลัง ลมรัตติกาลพัดผ่านชายเสื้อผืนล่างของเขาสะบัดไหว
สถานการณ์ในที่นี้ล้วนตกอยู่ในสายตาหมดแล้ว ต่อให้พวกนักรบพลีชีพสังหารเฉียวจงกั๋วกับไป๋หลี่เฉิงโย่วมิได้ก็มิเป็นไร ขอเพียงทำให้พวกเขาเผยช่องโหว่ก็พอ!
เพราะหากถึงยามนั้น ตัวเขาเองจะลงมือ!
————
เฉียวจงกั๋วรู้สึกได้ว่าท่วงท่าของตนอืดอาดขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าการใช้พลังภายในยิ่งเร่งให้พิษภายในกายกำเริบ
ทว่ามิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกใดๆ ยังคงเอ่ยปากปลุกขวัญเป็นระยะด้วยน้ำเสียงอันดัง
ในยามนี้เอง เสียงนกหวีดประหลาดก็ดังขึ้น ปะปนมากับเสียงลมและเสียงเข่นฆ่า มิได้เด่นชัดนัก
แต่ในชั่วพริบตาต่อมา โจรภูเขากลุ่มหนึ่งก็โหมกรูเข้ามาทางนี้ดุจฝูงผึ้งแตกรัง!