ปรมาจารย์เชอฟังแล้วใคร่ครวญครู่หนึ่ง ผงกศีรษะตอบ “เช่นนั้นก็ดี”
แม้ตนจะมิอาจตามหาอ๋องพบ ทว่าหากราชันทรงทราบว่าตนได้รับความช่วยเหลือจากหยินจู ภายในพระทัยก็คงคลายกังวลลงบ้าง
ปรมาจารย์เชอหันไปกำชับองครักษ์ประจำจวนให้เข้าวังไปแจ้งข่าว หยินจูเห็นดังนั้น แววตาจึงฉายประกายคมวาบ
ไม่นาน ชาวเมืองหลวงก็มาชุมนุมกันกว่าครึ่ง มองจากเบื้องบนลงไปเห็นเป็นทะเลหัวดำมืดฟ้ามัวดิน
บัดนี้ผู้คนพากันโห่ร้องเรียกหา รูปปั้นทองคำขององค์หญิงอวี้หลิวถูกเชิญมาตั้งตรงประตูเมือง ทุกคนมีสีหน้าโกรธแค้น รอคอยคำชี้แจง
ต่อให้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ปรมาจารย์เชอเห็นภาพนี้แล้วก็ยังใจหายวาบ
วันนี้หากมิพบหยินจู มีเพียงตนผู้เดียว ต่อให้มีวาทศิลป์เป็นเลิศเพียงใด เกรงว่าคงมิอาจควบคุมสถานการณ์และเอาตัวรอดได้
เมื่อเห็นว่าชาวเมืองเบื้องล่างกำลังจะอดกลั้นมิไหวแล้ว ปรมาจารย์เชอจึงเอ่ยกับหยินจูว่า
“หยินจู หากองค์ราชันทรงทราบว่าเจ้าออกหน้าได้ ก็จะต้องทรงสบายพระทัยยิ่งนัก บัดนี้มหาชนเดือดดาล รั้งรออีกมิได้แล้ว”
“อีกครู่หนึ่งหลังจากข้าพูดจบ เจ้าจงกล่าวความจริงไปตามนั้นเถิด”
หยินจูรีบผงกศีรษะ ครั้นคิดได้ก็เสริมอีกประโยค
“ท่านปรมาจารย์ เชิญท่านออกคำสั่งให้ทหารรักษาเมืองและองครักษ์ประจำจวนถอยออกไปให้หมด มิฉะนั้นผู้ไม่หวังดีอาจอ้างว่าบ่าวถูกรังแก บีบบังคับให้พูด ย่อมไม่เชื่อคำบ่าว”
ยามนี้ปรมาจารย์เชอพลันหวนรำลึกถึงปีที่องค์หญิงอวี้หลิวเสด็จขึ้นประตูเมือง ก็ทรงให้ผู้คนถอยห่างออกไปเช่นนี้
สุนทรพจน์แห่งความเสียสละอันยิ่งใหญ่ครั้งนั้น ช่างคมคายดุจแก้วมณีและก้องกังวานไปทั่วหล้า แม้แต่ตัวเขาในตอนนั้นยังฟังแล้วจิตใจเต้นระทึก เลือดลมพลุ่งพล่าน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ปรมาจารย์เชอก็ผงกศีรษะ
หยินจูเห็นปรมาจารย์เชอตอบรับอย่างไม่ลังเล แถมยังหันกายไปสั่งคนให้ถอยออกไปแล้ว ก็อดมิได้ที่จะมองแผ่นหลังของเขาด้วยแววตาหม่นหมอง