ยามเสิ่นหยวนหลิงกลับมา เจียวเจียวก็ซบไหล่เสี่ยวเชียนเยว่หลับไปแล้ว
ครู่ก่อนเสี่ยวเชียนเยว่ยังเด็ดขาดราวสายฟ้า สังหารไม่ลังเล มาบัดนี้กอดเจียวเจียวพลางฉายแววอ่อนโยนเต็มใบหน้า ประหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นอีกคน
เฉียวเทียนจิงไปจัดการส่วนที่เหลืออยู่ พอดีกลับมาเวลานี้
ตรวจดูคร่าว ๆ ครานี้ม่อหย่งหลินนำคนมาทั้งสิ้นหนึ่งพันนาย กลางราตรีถูกกองทัพตระกูลเฉียวสังหารไปไม่น้อย ภายหลังระหว่างต่อสู้โกลาหลก็ตายไปอีกเกือบครึ่ง ที่เหลือซึ่งไม่ขัดขืนล้วนจับเป็นเชลย พากลับเมืองเป่ยติ่ง
เห็นเสิ่นหยวนหลิงนั่งอยู่ตามลำพังด้านหนึ่ง เฉียวเทียนจิงนั่งลงข้าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ทำทีปรายตามองเขาคราหนึ่ง
เสิ่นหยวนหลิงหลุบตาต่ำ ดูยังนับว่าสงบเยือกเย็น
เฉียวเทียนจิงเห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างรู้ใจ ยกมือตบไหล่เขา
“พักผ่อนเสียแต่เนิ่น ๆ พรุ่งนี้เช้าต้องออกเดินทางแล้ว”
ด่านนี้ผู้อื่นยากจะช่วยเหลือ จักข้ามได้ด้วยตนเองเท่านั้น คิดให้ทะลุ ก็เท่ากับรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้
พูดจบเฉียวเทียนจิงทิ้งตัวพิงกำแพงผา หลับตาลง
เสิ่นหยวนหลิงพยักหน้าเงียบ ๆ จากนั้นก็พักกายหลับตา
เขาเดิมคิดว่าตนคงนอนไม่หลับ คาดไม่ถึงว่าเพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
ในฝันเขาย้อนสู่อดีต ครานั้นองค์ชายรองยังไม่เผยความทะเยอทะยาน ท่านพี่แม้หาใช่คนโปรดของเสด็จพ่อ ทว่าฐานะรัชทายาทยังมั่นคง องค์ชายสามร่างกายยังอ่อนแอ เขาก็ยังไม่เป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อเช่นเคย
เทศกาลฉงหยาง เลี้ยงสังสรรค์เครือญาติจบ ท่านพี่เรียกพวกเขามารวมกัน
ในศาลาริมอุทยานหลวง พวกเขาพี่น้องชายสี่คนนั่งพูดคุยกันตามสบาย เสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่รองนั่งต้มชาหัวเราะร่าอยู่ด้านข้าง
องค์ชายสามต้องลม จู่ ๆ ก็ไอหนักหลายที พวกเขารีบเข้าไปดู
เขายังเล็ก ร้อนใจกระโดดจากเก้าอี้ กลับชนถาดชา
“เปรี๊ยะ——”
ถ้วยชาจานชาบนถาดหล่นแตกกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ทำเอาเขาตกตะลึงนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น
ขณะนั้น องค์ชายรองที่อยู่ใกล้ที่สุดโน้มตัวมา ดึงเขาไป
ด้านข้างท่านพี่แม้จะมุ่งตรงไปหาองค์ชายสามอยู่แล้ว แต่ได้ยินเสียงก็รีบหันกลับมาดูเขา พี่หญิงใหญ่กับพี่หญิงรองก็ตกใจร้องลั่น ในศาลาชุลมุนวุ่นวายขึ้นในชั่วพริบตา