องค์ชายรองถูกอาการเจ็บแผลทรมานอยู่นานหลายวัน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายกลับยิ่งซูบผอมลงกว่าเดิม นอนนิ่งบนแท่นอาการอ่อนแรงและไร้ทางสู้
หมอหลวงโจวนำโอสถล้ำค่าที่สุดจากเมืองหลวงมาด้วย ฝีมือการแพทย์ก็สูงส่งกว่าหมอสนามนั้นมากนัก
เขาค่อย ๆ ผลัดยาให้องค์ชายรองอย่างระมัดระวัง ทั้งยังเตรียมอาหารบำรุงกาย ในที่สุดองค์ชายรองก็ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ตามราชโองการของฮ่องเต้หยง ไป๋หลี่เฉิงโย่วพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว กำลังจะพาเมิ่งกูเซวี่ยกลับแคว้นหนานหลี
ตามธรรมเนียม เมิ่งกูเซวี่ยมาคำนับอำลาองค์ชายรองก่อน
กระโจมที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เมื่อถูกจัดวางข้าวของที่ขนมาจากเมืองหลวง ก็ดูแน่นขนัดเต็มตา
องค์ชายรองนอนบนแท่นนุ่มตรงกลาง ผมดำขลับสยายแผ่ทั่ว ใบหน้าซีดขาวแต่กลับดูเยือกเย็นเป็นเลิศ
เขาเอี้ยวตัวมา ดวงตาสีนิลคู่นั้นก็จ้องมองเมิ่งกูเซวี่ยอย่างแน่วแน่
เมิ่งกูเซวี่ยกล่าวคำอวยพรเสียงเบา ถูกดวงตาคู่นั้นจ้องจนรู้สึกหวาดหวั่น อยากจะขอตัวลาโดยไว
เวลานี้เอง องค์ชายรองก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“คนอื่นถอยออกไปให้หมด ข้ามีสิ่งจะกำชับองค์หญิงหนานหนิงสักหน่อย”
เมิ่งกูเซวี่ยตกใจโดยสัญชาตญาณ แต่หมอหลวงโจวและองครักษ์รับคำสั่งแล้วก็รีบออกไป
แม้แต่เสี่ยวเถาก็ต้องหันกลับมามองเป็นระยะ ๆ อย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะถอยออกไป
ในกระโจมไม่มีผู้อื่นแล้ว บรรยากาศราวกับพลันแข็งค้าง เมิ่งกูเซวี่ยทอดสายตาลงที่ปลายรองเท้าตนเอง ในใจกระวนกระวายไม่สงบ
ครู่ใหญ่ องค์ชายรองเอ่ยเสียงเบา “คุณหนูสกุลเมิ่ง ท่านเชื่อในพรหมลิขิตหรือไม่”
เมิ่งกูเซวี่ยได้ยินก็สะท้านน้อย ๆ ในชั่วขณะนั้นคาดเดาไม่ออกว่าคำพูดขององค์ชายรองหมายความเช่นไร
องค์ชายรองดูเหมือนจะมองออกถึงความหวาดกลัวที่นางมีต่อเขา อดหัวเราะเยาะตนเองไม่ได้