การเตรียมรบของกองทัพฝ่ายเหนือกำลังดำเนินไปอย่างเร่งด่วน ฝ่ายอู่ติ้งกลับห่อเหี่ยวไร้ขวัญกำลังใจ หย่อนยานสิ้นเรี่ยวแรง
อัคคีภัยในเมืองอู่ติ้งลุกโหมอยู่ตลอดวันหนึ่งกับหนึ่งคืน จวบจนเที่ยงวันของอีกวันจึงค่อย ๆ สงบลง
ท่ามกลางเปลวเพลิงริบหรี่ที่ยังหลงเหลือ มองเห็นอู่ติ้งอันตระหง่านงามสง่าในวันวาน กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว
ทหารหยงเต็ม ๆ หนึ่งหมื่นนายยืนอยู่รอบนอก พบเห็นภาพเบื้องหน้านี้ ต่างมีสีหน้าเศร้าสลด อาดูรสุดจะทัดทาน
แม้ราษฎรและทหารในเมืองจะติดโรคร้ายกันทั้งหมด การเผาอู่ติ้งครานี้เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แต่ถึงที่สุดพวกเขาก็ลงมือกับพี่น้องร่วมชาติ ตนเองเป็นผู้จุดไฟขึ้น
รสชาติเช่นนี้ช่างขมขื่นนัก เพราะพี่น้องอู่ติ้งที่ก่อจลาจลเมื่อคืนวาน.......พวกเขาก็เพียงอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป.......
เฉียวจงกั๋วยืนอยู่ตรงข้ามประตูเมืองอู่ติ้ง มองภาพความอเนจอนาถทั่วทุกหนแห่ง เขาก็อดหน้าซีดเผือด ดวงตาชุ่มคลอไปด้วยน้ำตาไม่ได้
ขณะนั้น ด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังกระชั้นขึ้น องครักษ์นำหน้ามาใช่ผู้ใดที่ไหน คือเฉียวตี้อี้และเซียวเชียนเยว่นั่นเอง
สองคนนั้นเมื่อคืนเดินทางไปเป่ยติ่ง ส่งทหารหนึ่งหมื่นมาหยุดยั้งเหตุจลาจลในอู่ติ้งก่อน เช้าวันนี้ยังนำกองทัพขนาดใหญ่อีกสองหมื่นเศษมาสมทบด้วย
นับตั้งแต่โรคระบาดในอู่ติ้งปะทุขึ้น ทหารหยงทั้งหมดตั้งมั่นรักษาการณ์อยู่ที่เป่ยติ่ง พวกเขาเพียงรู้ว่าโรคร้ายนั้นน่าหวาดหวั่นเพียงใด แต่ไม่เคยเห็นสภาพอันน่าอนาถของอู่ติ้งกับตา
บัดนี้ เมื่อเห็นประตูเมืองหยงอย่างอู่ติ้งซึ่งเคยโอ่อ่าในวันวาน ถูกเผาทำลายจนย่อยยับอัปราลักษณ์ถึงเพียงนี้ ทหารหยงทั้งหมดพากันสะท้านสะเทือน ต่างหยุดฝีเท้าลงโดยมิได้นัดหมาย
เฉียวจงกั๋วหันกลับไป มองประสานกับเฉียวตี้อี้จากระยะไกล
จากนั้น เขาหันศีรษะกลับมา ทันใดนั้นก็งอเข่าทั้งสองข้างลง คุกเข่าลงตรงหน้าเมืองอู่ติ้ง