ท้องพระโรงแห่งแคว้นเป่ย
อ๋องจินอวี้ตั้งแต่เสด็จกลับวังก็เก็บพระองค์อยู่แต่ในตำหนักบรรทม
ทรงรื้อค้นตู้และหีบ นำภาพวาดของอวี้หลิวออกมาทั้งหมด แล้วปูลงบนพื้น ทรงพู่กันระบายตามอำเภอใจ ใบหน้าบนภาพถูกปกคลุมด้วยสีดำมืดทั้งสิ้น
บนพระพักตร์ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เจือด้วยความหวาดหวั่น พระโอษฐ์พร่ำคำสาปแช่งไม่หยุด ฉลองพระองค์มังกรเปรอะเปื้อนน้ำหมึกจนมอมแมม
อูเกิ่งหน้าซีดเผือดยืนอยู่หน้าตำหนัก ให้อูซ่านบุตรบุญธรรมประคองไว้ สองขายังคงอ่อนระทวย
เขาไม่กล้าเข้าไปรบกวน เพราะรู้ดีว่าราชันในยามนี้ผู้ใดพบเห็นมิได้ และหากเขาเข้าตำหนักไปตอนนี้ อาจถูกราชันผู้สูญสิ้นสติเสียดแทงด้วยกระบี่จนถึงแก่ชีวิต
อ๋องจินอวี้ทรงระบายความคลั่งแค้นอยู่ในตำหนักเช่นนั้นหนึ่งชั่วยาม* บางทีอาจทรงอ่อนล้าอย่างยิ่งแล้ว จึงทิ้งพระวรกายลงบนกองภาพวาด อย่างไม่คาดฝันกลับห้วงนิทราไปสู่กาลก่อน
ปีที่เสด็จแม่เสด็จสวรรคตเพราะพระโรค ทรงมีชนมายุสิบชันษา องค์หญิงน้องนางเพิ่งเจ็ดชันษา
เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ทรงครองคู่เสมอกันตลอดมา จึงทรงโศกาอาดูรแสนสาหัส ห่อเหี่ยวพระทัยยาวนานยิ่ง
หนึ่งปีต่อมาในวันหนึ่ง ขณะเสด็จไปหาองค์หญิงน้องนาง ก็ทรงพบเสด็จพ่อประคององค์หญิงน้องนางไว้ในอ้อมพระหัตถ์อย่างบังเอิญ
ครั้งนั้นพระองค์ทรงรู้เรื่องโลกบ้างแล้ว สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล แต่ก็แอบหัวเราะความคิดตนว่าช่างเหลวไหลสิ้นดี
ปีที่องค์หญิงน้องนางมีชันษาสิบสอง แม้ยังไม่เบ่งบานเต็มที่ ทว่าก็งามล่มเมืองแล้ว
ยามนั้นพระองค์มีสิบห้าชันษา ตำหนักบูรพาเนืองแน่นไปด้วยอนุภรรยาและนางใน
วันหนึ่ง องค์หญิงน้องนางทรงเกาะแขนเสื้อพระองค์อย่างหวาดหวั่น พระพักตร์เต็มไปด้วยความอับอาย ท่วงทีเหมือนมีสิ่งใดยากจะเอ่ย