เฉียวเจียวเจียวรีบแจ้งเรื่อง ‘ห่าวอวิ้นไหล’ ให้เฉียวจงกั๋วและคนอื่น ๆ ทราบทันที
บัดนี้เฉียวเทียนจิงกำลังจะเป็นบิดาแล้ว จึงตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตมากขึ้น ‘ห่าวอวิ้นไหล’ นี้มิอาจนำมาใช้ตามอำเภอใจได้จริง ๆ
แต่ในฐานะชาวแคว้นหยง เมื่อเผชิญหน้ากับแคว้นอริ ก็ต้องใช้เหตุผลและใจเย็นในการตัดสินและวิเคราะห์
“ท่านพ่อ บัดนี้ราชสำนักแคว้นเป่ยแย่งชิงอำนาจกันไม่หยุด ขอเพียงเสิ่นหยวนไป๋ก้าวเข้าสู่แคว้นเป่ย ก็จะตกเป็นเป้าของคนทั้งปวงทันที”
“ถึงตอนนั้นอ๋องจินอวี้จะต้องสนับสนุนเสิ่นหยวนไป๋เป็นแน่ ก็ให้พวกเขาต่อสู้กันเองจนตายกันไปข้างหนึ่งก่อน!”
“หากถึงเวลานั้นอ๋องจินอวี้และเสิ่นหยวนไป๋เป็นฝ่ายชนะ และบังเอิญอ๋องจินอวี้พบว่าตนเองมีบุตร.... สถานการณ์ก็คงไม่ใช่แค่การต่อสู้ห้ำหั่นระหว่างอากับหลานเท่านั้น”
เฉียวจงกั๋วได้ฟังก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “แคว้นหยงกับแคว้นเป่ยจะต้องมีศึกกันสักวันหนึ่งแน่ ข้าจะรีบทูลองค์ชายไท่จื่อ และเตรียมการไว้อย่างลับ ๆ”
การเริ่มศึกสักครั้งนั้นมิใช่เรื่องง่าย กำลังคน ม้า เสบียง จังหวะเวลา และใจคน ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น
อีกทั้งยังละเลยแคว้นหนานหลีทางใต้ไปเสียมิได้!
หากจะรบในครานี้ เป้าหมายคือการบุกตรงเข้านครหลวงของแคว้นเป่ย ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินแคว้นหยง และจะต้องสำเร็จเพียงสถานเดียว จะล้มเหลวไม่เป็นอันขาด!
พ่อลูกทั้งสองหารือรายละเอียดกันอีกเล็กน้อย พูดถึงเรื่องศึกสงคราม ในที่สุดเฉียวตี้อี้ก็เข้าไปร่วมวงด้วยได้!
เมื่อพูดเรื่องสำคัญจบ บรรยากาศในห้องหนังสือก็ผ่อนคลายขึ้นมาก ถึงตอนนี้เฉียวตี้อี้ก็สงสัยเสียที ถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลวงเมื่อวันนั้น
เฉียวจงกั๋วเลือกเฉพาะเรื่องสำคัญเล่าให้ฟัง พอเอ่ยว่าฮ่องเต้หยงถูกพยาธิประหลาดเล่นงาน เฉียวตี้อี้ก็ลุกพรวดขึ้นในทันที