โทรศัพท์ของโหลวเยี่ยนจิงสั่นไม่หยุด
ราวกับซ่อนของเล่นประหลาดที่สั่นระรัวไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท มันครางหึ่ง ๆ อย่างบ้าคลั่ง
“ใครเหรอ?” ลี่จือถามอย่างสงสัย
เธอกะพริบขนตาพลางมองโหลวเยี่ยนจิง “ถ้ามีธุระสำคัญก็จัดการก่อนเถอะ”
“ไม่ต้อง” โหลวเยี่ยนจิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
เขาเหลือบมองโทรศัพท์คร่าว ๆ กดทำอะไรบางอย่างสองสามที ก่อนจะเก็บมันกลับเข้ากระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจ “ก็แค่เพื่อนไม่สำคัญไม่กี่คน”
เพยจี้กับเซิ่งจินอานจ้องดูไลฟ์สดตาเขม็ง
พวกเขาเห็นกับตาว่าโหลวเยี่ยนจิงบล็อกวีแชตของทั้งคู่ในรายการ แล้วพูดกับสาวน้อยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ก็แค่เพื่อนไม่สำคัญไม่กี่คน”
เพยจี้กับเซิ่งจินอานพูดพร้อมกันว่า “เชี่ย!”
เพยจี้อยากคว่ำโต๊ะเดี๋ยวนั้น “พอมีผู้หญิงก็ลืมเพื่อน!”
เซิ่งจินอานยกวิสกี้ขึ้นกระดกอึกใหญ่ “ตกลงกันแล้วว่าใครมีแฟนก่อน คนนั้นเป็นหมา! เขาจะเป็นหมาก็ไม่บอกพวกเราล่วงหน้า ยังต้องให้พวกเราได้ยินเสียงหมาเห่าจากในห้องไลฟ์อีก!”
เพยจี้หันไปมอง “แกกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าพี่โหลวไหมล่ะ?”
เซิ่งจินอานทำท่ารูดซิปปิดปาก
เพยจี้ใช้นิ้วชี้หน้าจอ “ดูหมอนี่สิ! แหวนวงนิ้วก้อยที่สื่อถึงการไม่แต่งงาน ใส่มาตั้งห้าปีเต็ม ตอนนี้กลับถอดออกได้ง่าย ๆ เลย!”
เซิ่งจินอานนึกไม่ออก “เดี๋ยวนะ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร? ตอนเขาโพสต์อวดสมุดทะเบียนสมรสในโมเมนต์ ฉันยังนึกว่าเขาแพ้เกมความกล้าซะอีก! ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงเลยสักครั้ง!!!”
เพยจี้ขุดหาเบาะแสในเวยปั๋วจนเจอ “ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนผู้หญิงสมัยเขาไปเรียนที่อี่เฉิง? ทำไมจู่ ๆ ถึงมาคบกันหลังจากผ่านไปห้าปีล่ะ? ว้าา! หรือว่าตอนเรียนมัธยมปลาย พี่โหลวแอบรักใครสักคนทั้งที่มีหน้าตาแบบนี้?”
ทั้งสองคนตะโกนโหวกเหวกกันอยู่ในห้องส่วนตัวที่ตงไห่
เห็นได้ชัดว่าโลกของสองคนนี้ยังไม่ครึกครื้นพอ พวกเขาจึงหันไปก่อกวนฉีเจียซู่ต่อ
