โจวผานผานเป็นคนกระตือรือร้นมากจริง ๆ
เธอชอบเซี่ยเหยียน เพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่ที่ทั้งสวยทั้งน่ารักมาก
สองนาทีต่อมา ในมือของเซี่ยเหยียนก็มีไก่ทอดชิ้นเล็ก ๆ เพิ่มมาอีกหนึ่งถุง ใส่อยู่ในถุงกระดาษไขใบจิ๋ว
มันยังร้อนกรุ่นจนลวกมือ ด้านบนมีไม้เสียบอยู่หนึ่งอัน
โจวผานผานกินไก่ทอดไปพลาง เป่าปากฮู่ ๆ เพราะร้อนจนแทบหายใจไม่ทันไปพลาง แล้วถามว่า “เซี่ยเหยียน บ้านเธออยู่แถวไหนเหรอ แม่มารับไหม?”
“ฉันอยู่หมู่บ้านหมินเซิง เดี๋ยวแม่ก็จะมารับแล้ว”
พอได้ยินแบบนั้น โจวผานผานก็เงยหน้าพรวด
“หมู่บ้านหมินเซิง! แถวนั้นมีป้าบ้าคนหนึ่งใช่ไหม! ฉันได้ยินคนอื่นบอกว่าเมื่อวานคุณตำรวจจับเธอไปแล้ว น่ากลัวมากเลย!”
เซี่ยเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “มีเรื่องแบบนั้นจริง ๆ แล้วเธอรู้ได้ยังไงล่ะ?”
“อาสะใภ้เล็กของฉันทำงานอยู่โรงพยาบาล ลูกชายของป้าบ้าคนนั้นอยู่โรงพยาบาลเดียวกับอาสะใภ้เลย ตอนกินมื้อเช้าวันนี้ อาสะใภ้เล่าให้ฟัง”
เซี่ยเหยียนประหลาดใจเล็กน้อย “แล้วลูกชายเธอเป็นยังไงบ้าง?”
ที่จริงพอถามออกไป เซี่ยเหยียนก็รู้สึกว่าตัวเองถามเกินจำเป็น
เมื่อวานบ้านเธอเป็นคนแจ้งตำรวจเอง เธอก็เห็นสภาพน่าเวทนาของเจ้าตัวร้ายตัวน้อยกับตาตัวเอง เลือดอาบไปหมด จะไปดีขึ้นได้ยังไงกัน
เป็นอย่างที่คิด โจวผานผานส่ายหน้า น้ำเสียงหม่นลงด้วย
“อาสะใภ้เล็กบอกว่าเขาน่าสงสารมาก ปีนี้เพิ่งอายุ 8 ขวบ แต่ซี่โครงหักไปหลายซี่ ทั้งตัวยังมีแผลเต็มไปหมด หัวก็เลือดอาบ แถมยังขาดสารอาหารเหมือนไม่ได้กินข้าวมานานแล้ว”
ยิ่งพูด โจวผานผานก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ จนไก่ทอดตรงหน้าหมดอร่อยไปเลย
“เฮ้อ เขาน่าสงสารจริง ๆ…”
เซี่ยเหยียนไม่ได้พูดอะไร
ชะตาของตัวร้ายก็ถูกกำหนดไว้แล้ว ช่วยอะไรไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เธอถูกกำหนดให้มีชีวิตอยู่ไม่ถึง 11 ขวบ
คุยกันได้ไม่นาน หยางฮุ่ยอวิ๋นก็ปั่นจักรยานมาถึง
เซี่ยเหยียนบอกลาโจวผานผาน แล้วขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังจักรยาน
ที่บ้านทำกับข้าวเสร็จแล้ว ตั้งวางอยู่บนโต๊ะ มีข้าวสวยร้อนกรุ่น ไข่ผัดมะเขือเทศ และผัดผักกับเห็ดหอม
เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
เซี่ยเหยียนวิ่งเข้าไปในครัว หยิบจานมาอีกใบแล้วเทไก่ทอดใส่ลงไป เท่านี้ก็มีอาหารเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง
หยางฮุ่ยอวิ๋นดีใจมากที่ลูกสาวได้เพื่อนใหม่เร็วขนาดนี้ รู้สึกปลื้มใจไม่น้อย
อีกด้านหนึ่ง
โรงพยาบาลประจำอำเภอ
เด็กชายคนหนึ่งนอนเงียบ ๆ อยู่บนเตียง ผมยาวปรกปิดดวงตา
ใบหน้าเล็กผอมซูบไร้สีเลือด แม้แต่ริมฝีปากก็ซีดขาว
พยาบาลที่เข้ามาเปลี่ยนผ้าพันแผลเห็นรอยเขียวช้ำบนแขนของเขาแล้วก็อดถอนหายใจอย่างเวทนาไม่ได้
เมื่อคืนตอนตำรวจพาเด็กคนนี้มาส่ง ทุกคนตกใจกันแทบแย่ เลือดเปรอะไปเป็นบริเวณกว้าง พวกเธอนึกว่าเด็กเกิดอุบัติเหตุอะไรมา
แต่พอถามถึงได้รู้ว่า บาดแผลทั้งหมดเกิดจากการถูกทำร้ายในครอบครัว
ไม่มีใครกล้าเชื่อเลยว่าแม่คนหนึ่งจะลงมือกับลูกตัวเองได้ถึงขนาดนี้
ทำไมคนเป็นแม่ถึงทำร้ายลูกตัวเองอย่างโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้?!
เด็กน่าสงสารคนนี้หมดสติตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ลืมตา หลังทำแผลเสร็จก็ให้น้ำเกลือมาตลอด
พอถามต่อแล้วรู้ว่าเด็กไม่มีพ่อ อยู่กับแม่แค่สองคน ทุกคนก็ยิ่งสงสารเขา
นั่นหมายความว่า ต่อให้รักษาเด็กคนนี้จนหายดีแล้ว ต่อไปเขาก็ยังต้องถูกทำร้ายและทรมานอยู่ดี
เด็กดี ๆ แบบนี้ ทำไมถึงต้องมาเจอแม่แบบนี้ด้วยนะ!
ส่วนทางสถานีตำรวจ หลังสอบปากหญิงคนนั้นอยู่พักหนึ่งก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล พอพาไปตรวจที่โรงพยาบาล ก็พบว่าเธอป่วยทางจิตจริง ๆ
เรื่องนี้เลยยุ่งยากขึ้นมาหน่อย
เด็กที่ชื่อเซิ่นเยี่ยนไม่มีพ่อ ส่วนข้อมูลของผู้หญิงคนนั้นก็ระบุว่ายังไม่ได้แต่งงาน หมายความว่าหาผู้ปกครองคนอื่นไม่เจอ
อีกทั้งผู้ต้องสงสัยยังป่วยทางจิต จึงเอาผิดได้ยาก ยิ่งเป็นเรื่องภายในครอบครัวด้วย พอตำรวจควบคุมตัวผู้หญิงคนนั้นไว้ เด็กก็ไม่มีใครเลี้ยงดูจริง ๆ
ตำรวจจึงตกที่นั่งลำบากอยู่พักใหญ่
——————
ช่วงนี้หมู่บ้านหมินเซิงสงบสุขอยู่ได้หลายวัน
แต่วันหนึ่งพวกเขาก็ต้องตกใจจนขนลุก เมื่อพบว่าผู้หญิงบ้าคนนั้นกลับมาอีกแล้ว!
ผู้หญิงคนนั้นรูปร่างสูงโปร่ง ตอนที่ไม่คลุ้มคลั่งก็ดูปกติดี แถมหน้าตายังถือว่าสวยด้วย
เธอจูงมือเซิ่นเยี่ยนอยู่ เขาก้าวขาสั้น ๆ ช้า ๆ มักจะสะดุดเพราะเดินตามไม่ทัน
เพื่อนบ้านคนหนึ่งเห็นแม่ลูกคู่นี้กลับมาจูงมือกัน ก็ถึงกับยืนตะลึงงัน
พูดไปแล้ว นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นหน้าตาลูกชายของผู้หญิงคนนี้ชัด ๆ
เด็กตัวเล็กผอมแห้งจนน่าสงสาร หน้าผากยังพันผ้าก๊อซไว้ ใบหน้าเล็กซีดขาวจนแทบดูไม่เหมือนคนเป็น ๆ
เพื่อนบ้านถอนหายใจด้วยความสงสาร กำลังจะเบือนหน้าหนี ก็พลันสบเข้ากับดวงตาของเซิ่นเยี่ยนพอดี
ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวา เมื่ออยู่บนใบหน้าเล็กจ้อยขนาดฝ่ามือก็ยิ่งดูโตเป็นพิเศษ พอมองให้ดีเหมือนแม้แต่รูม่านตาก็ยังใหญ่กว่าปกติ
ดำมืดราวกับสะท้อนอะไรไม่ได้เลย
เหมือนร่างที่ไร้จิตวิญญาณ หรือไม่ก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว
อย่างไรก็ไม่ใช่แววตาที่เด็กคนหนึ่งควรมีแน่ ๆ
ไม่รู้ทำไม เพื่อนบ้านถึงรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งแขน
เขาไม่เคยเห็นดวงตาแบบนี้มาก่อน แค่สบตาแวบเดียวก็ทำให้ใจเย็นวาบ
