คิ้วบางของเหวยอี้ชิงขมวดเป็นรอยสามขีด เขาเกลียดความหยิ่งผยองของอู๋ไป๋นัก ในสายตาเขา อู๋ไป๋ช่างเป็นแค่ปลาบนเขียงที่เขาจะฟันอย่างไรก็ได้ มันมีหน้ามาขู่กรรโชกเขาได้อย่างไร
แต่ถึงกระนั้น เขาก็อดสงสัยเรื่องของขวัญชิ้นใหญ่ที่อู๋ไป๋พูดถึงไม่ได้
“ข้าอยากรู้เหลือเกิน ว่าเจ้าเตรียมของขวัญอะไรให้พวกเรา”
อู๋ไป๋เงยหน้ามองเหวยอี้ชิงบนกำแพงเมือง แล้วยิ้มอย่างร่าเริงก่อนตะโกนขึ้นไปเสียงดัง
“ของขวัญพอพูดออกมาก็ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว! ถ้าอยากรู้ว่ามันคืออะไร ลองรอดูสิ... ฉันว่าอีกไม่นานคุณคงได้เห็นเอง”
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนนี้สำนักหลักของตระกูลหิมะคงถูกกวาดล้างจนราบเป็นหน้ากลองแล้ว... ซีเหมินยุนอี้กับพวกกำลังคุ้มกับตัวประกันมุ่งหน้ามาทางนี้
เหวยอี้ชิงพบว่ามีฝุ่นเกาะอยู่บนแขนเสื้อ เขาจึงใช้มือเขี่ยมันทิ้งแรง ๆ ราวกับฝุ่นเม็ดนั้นคืออู๋ไป๋ เขี่ยทีเดียวก็หายไปได้
ตระกูลหิมะของเขารับหน้าที่แทนแดนเทพในการปกปักรักษาดินแดนมาร แม้แต่ตระกูลปีกศักดิ์สิทธิ์และตระกูลไฟ ยังต้องให้ความเคารพเกรงใจพวกเขาสามส่วน
แต่อู๋ไป๋? แค่เด็กหนุ่มไม่ติดอันดับอะไรเลย เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังไม่มีใครเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่กลับบีบให้ตระกูลหิมะของเขาต้องตื่นตัวราวกับศึกใหญ่
เหวยอี้ชิงในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลหิมะ มีสถานะสูงส่ง... เรื่องแบบนี้เขาจะใจดีได้อย่างไร
“อู๋ไป๋ หยุดเล่นลูกไม้ซะ พวกเราไม่มีเวลามานั่งรอของขวัญของเจ้าหรอก... เราอยากได้ศีรษะของเจ้าแขวนบนกำแพงเมืองกว่า”
อู๋ไป๋มองออกเช่นกัน ว่าความอดทนของเหวยอี้ชิงใกล้หมดเต็มทน
พวกเขาเฝ้ารอเขามาทั้ง 8-9 วัน หมดความใจเย็นก็เรื่องธรรมดา
เขายิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาด ยิ้มอย่างสบายใจ “อยากได้ศีรษะของฉัน ก็เกรงว่ามีดของคุณจะไม่คมพอ... ศีรษะของประธานอู๋อยู่ตรงนี้แล้ว อยากได้ก็มาเอาสิ”
เหวยอี้ชิงโกรธจนขำ
เขาไม่ชอบเด็กหนุ่มหยิ่งทะนงแบบนี้เลย... ยิ่งเป็นศัตรูด้วยแล้วยิ่งกว่า
“ดี งั้นข้าขอลองดูสิ ว่าศีรษะของเจ้าแข็งแค่ไหน?”
เหวยอี้ชิงตัดสินใจลงมือเอง
ร่างเขาลอยออกจากกำแพงเมือง ชุดคลุมสีขาวปลิวไสวตามลม หนวดเคราขาวโพลน ดูมีวิถีแห่งเต๋าเซียนเต็มตัว... แทบไม่เห็นแววสังหารเลยสักนิด
