เหลยเจิ้นคว้าแขนอู๋ไป๋ไว้ ดึงจนหยุดพร้อมกับเหลยเฉาหรัน
“พวกนายเป็นอะไรกัน วิ่งเร็วขนาดนั้นทำไม”
เหลยเฉาหรันตื่นเต้นสุดขีด “ฉันจะพาอู๋ไป๋ไปพบเจ้าสำนัก”
“อย่าเพิ่งรีบ อู๋ไป๋เพิ่งมาถึง ให้ฉันคุยกับเขาก่อน แล้วค่อยไปพบเจ้าสำนักก็ไม่สาย”
“อะไรไม่สาย ฉันบอกนายเลยนะ ข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริง”
เหลยเจิ้นงงเต็มที่ “ข่าวลืออะไรที่เป็นเรื่องจริง”
“ก็ข่าวลือที่ว่า ชื่อสามตัวอักษรของวังมังกรอัคคีของเรา เป็นชุดวิชากระบี่ไง เป็นเรื่องจริง”
เหลยเฉาหรันพูดด้วยความตื่นเต้น
เหลยเจิ้นมองเขาอย่างสงสัย “นายเป็นบ้าไปแล้วเหรอ เจ้าสำนักเคยศึกษาดูแล้ว มันก็แค่ข่าวลือ”
“ไม่ใช่ข่าวลือ เป็นเรื่องจริง เมื่อกี้อู๋ไป๋เพิ่งเข้าใจกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในนั้น”
“หา” เหลยเจิ้นมองอู๋ไป๋อย่างตกตะลึง
อู๋ไป๋พยักหน้าอย่างกลัดกลุ้ม
ดวงตาของเหลยเจิ้นเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตกตะลึงอย่างยิ่ง
จากนั้นก็ฉุดอู๋ไป๋ออกวิ่งทันที “เร็วเข้า เรื่องนี้ต้องรีบบอกเจ้าสำนัก”
เหลยเจิ้นลากอู๋ไป๋วิ่งไปไกลแล้ว เหลยเฉาหรันถึงได้สติ วิ่งตามไปติด ๆ “รอฉันด้วย”
อู๋ไป๋ถูกลากวิ่งไปตลอดทางอย่างจนใจ สุดท้ายก็มาถึงหน้าตำหนักใหญ่ที่โอ่อ่า
หน้าตำหนักมียามเฝ้าอยู่
“ผู้อาวุโสห้า”
ยามทำความเคารพทักทาย
แต่เหลยเจิ้นไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ “เจ้าสำนักอยู่ข้างในหรือเปล่า”
“อยู่ครับ กำลัง…”
ยังพูดไม่ทันจบ เหลยเจิ้นก็ลากอู๋ไป๋พุ่งเข้าไปแล้ว
ยามหลายคนมองหน้ากัน ขณะนั้นเอง เหลยเฉาหรันก็พุ่งเข้ามาเร็วเหมือนสายฟ้า แล้วพัดเข้าไปในตำหนักราวกับลมกรรโชก
