“เปรี้ยง!!!”
เสียงดังสนั่นปลุกอู๋ไป๋จากภวังค์
เขาหันไปมองตามเสียงแล้วก็อ้าปากค้าง
เห็นซิงอวี่เตี๋ยนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
“ลุงอู๋ไป๋ คนนี้คือซิงอวี่เตี๋ยใช่ไหม?”
อู๋ไป๋กลืนน้ำลายลงคอ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
แค่หันไปมองสัตว์ร้ายตัวนั้นเพียงแวบเดียว ฉู่มู่ก็จับซิงอวี่เตี๋ยกลับมาได้แล้ว
เมื่อไหร่ที่เดินจากไป เมื่อไหร่ที่กลับมา เขาไม่รู้เลยสักนิด
นี่นะคนที่อยู่ครึ่งฝีเท้าขั้นจักรพรรดิ
การจับคนพวกนี้สำหรับฉู่มู่ง่ายกว่าจับมดซะอีก
ฉู่มู่ยิ้ม “ใช่เขาก็ยังดี”
อู๋ไป๋ก็อดขำไม่ได้ คนอย่างฉู่มู่นี่เลี้ยงได้ มีเรื่องทีไรก็ช่วยของจริงทุกที
หนิงเทียนมองซิงอวี่เตี๋ยแวบหนึ่ง “คนนี้ไม่ธรรมดานี่!”
ฉู่มู่พูดว่า “เขามีหัวใจแก้วเจ็ดช่อง”
อู๋ไป๋ไม่ได้ตั้งใจปิดบังอยู่แล้ว เพราะปิดบังหนิงเทียนกับฉู่มู่ก็ไม่มีทางสำเร็จอยู่ดี
“ใช่ หัวใจของเขาเกิดจากศิลาแก้วเจ็ดสี…ฉันจะเอาหัวใจของเขาไปใช้หล่อหลอมร่างแท้ให้เสี่ยวไต”
หนิงเทียนถามด้วยความสงสัย “เสี่ยวไต? คนรับใช้กระบี่ของนายน่ะเหรอ?”
อู๋ไป๋พยักหน้า
ฉู่มู่พูดว่า “ที่แท้ลุงอู๋ไป๋ต้องการศิลาแก้วเจ็ดสีนี่เอง”
“ใช่ ถ้าจะช่วยหล่อหลอมร่างแท้ให้เสี่ยวไต นอกจากรากบัวไท่ฉู่จี้อี้แล้วก็ต้องมีศิลาแก้วเจ็ดสี…รากบัวไท่ฉู่จี้อี้ฉันหาเจอแล้ว เหลือก็แค่ศิลาแก้วเจ็ดสี ของอย่างนี้หายากยิ่งกว่าหาของในโลกทั้งใบ ต้องอาศัยบุญวาสนา…”
แสงสีรุ้งอันวิจิตรทำให้ประโยคที่เหลือของอู๋ไป๋เงียบคารืดกลางคำ อ้าปากค้างสนิท
