จางเหวินอี้ยิ้มสดใสราวกับดอกไม้บาน
“จริง ๆ แล้วใช่หรือไม่ใช่คุณก็ไม่สำคัญอะไร ยังไงพวกเราก็ไม่ได้เป็นเพื่อนกับพวกเขาอยู่แล้ว”
อู๋ไป๋ไม่พูดอะไร เพียงมองเธออย่างเฉยชา
รอยยิ้มของจางเหวินอี้ซาลงไปบ้าง “อย่ามองฉันแบบนั้นสิ พวกเราไม่มีเจตนาร้ายจริง ๆ”
“โอเค ฉันจะพูดตรง ๆ ก็ได้ พวกเราถูกกลิ่นอาหารดึงดูดมา ฝีมือทำกินของฉันกับคู่หมั้นมันแย่จริง ๆ กินผลไม้ป่ากันมาสองวันแล้ว”
“ฉันเอาเหล้ามาแลกเนื้อย่างกับพวกคุณบ้างได้ไหม”
พูดจบ มือเธอแสงวาบหนึ่ง กล่องเหล้าใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
เธอสะบัดมือ เหยือกเหล้าพุ่งตรงมาหาอู๋ไป๋
“นี่เหล้าบ่มมา 100 ปีเต็ม ๆ แลกรับเนื้อสักหน่อย พวกคุณไม่เสียเปรียบหรอก”
อู๋ไป๋รับเหยือกเหล้าไว้ ยิ้มแล้วฟันเนื้อออกมาเป็นก้อนใหญ่ “พอไหม”
“ไม่ต้องเยอะขนาดนั้น ฉันขอก้อนในมือคุณแค่นั้นก็พอ”
จางเหวินอี้พูดพลางยิ้ม
อู๋ไป๋ยิ้มไม่พูดอะไร ผู้หญิงคนนี้ระแวงภัยเป็นที่สุด
อู๋ไป๋โยนเนื้อในมือให้ไป
จางเหวินอี้รับไว้ ยิ้มว่า “รบกวนแล้ว ฉันขอตัว!”
ทั้งสองเดินมุ่งหน้าไปยังไกล ๆ
จางเหวินอี้เดินไปบ่นว่ากล่าวหันเม่าไปด้วย “พอออกไปได้แล้วนายต้องไปเรียนทำอาหารให้ฉันจริงจังนะ ตามนายมาต้องกินผลไม้ป่ากันสองวัน นายลองดูฉันสิ หิวจนคนผอมลงไปเลย”
หันเม่าเงียบไม่ตอบโต้อะไร ใบหน้าแฝงรอยยิ้มซื่อ ๆ ปล่อยให้คู่หมั้นตำหนิตามสบาย
อู๋ไป๋หันไปมองเสิ่นเทียนจวิน “นายรู้จักพวกเขามากแค่ไหน”
“ตระกูลจางเป็นเจ้าเมืองของตงชางเฉิง ส่วนตระกูลหันก็เป็นตระกูลเก่าแก่เช่นกัน ถ้าพวกเขารู้ว่าฉันเป็นใคร ย่อมไม่กล้าทำอันธพาลแน่ แต่พวกเขาไม่รู้ตัวฉัน เหล้านี่ยังไม่ควรดื่มดีกว่า”
