ซูมู่เหลือบมองหมายเลขเตียงผู้ป่วย แล้วไม่ได้หยุดอยู่หน้าประตูนานนัก
เขาเดินไปตามทางเดินที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ มุ่งหน้าไปยังโถงชำระเงินสุดทาง
ซูปั้นเซี่ยจัดแจงให้แม่อยู่ในห้องผู้ป่วยที่แออัดและวุ่นวายเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะพยุงตัวเกาะกำแพง เดินกะเผลกกลับมาที่หน้าประตู
เธอมองไปตามทางเดินทั้งสองฝั่ง แต่ในโถงทางเดินที่ว่างเปล่ากลับไม่มีแม้แต่เงาร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตา
หัวใจที่เดิมทีค้างเติ่งของหญิงสาวค่อย ๆ ดิ่งลง ความรู้สึกผิดหวังที่ยากจะอธิบายเอ่อขึ้นในแววตา
เธอรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายช่วยมาถึงขั้นนี้ก็นับเป็นบุญคุณใหญ่หลวงแล้ว
ในฐานะคนแปลกหน้าที่บังเอิญพบกัน อีกฝ่ายจะจากไปทันที ก็เป็นเรื่องปกติที่สุด
ขณะที่เธอก้มหน้าลง เตรียมจะหันกลับเข้าห้องผู้ป่วย
หางตาพลันเหลือบเห็นร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินอ้อยอิ่งมาจากทางโถงชำระเงิน
ซูมู่สอดมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋ากางเกงวอร์ม เดินตรงมาทางนี้ด้วยท่าทีสบาย ๆ
เมื่อซูปั้นเซี่ยเห็นใบหน้าคมคายของเขา ในใจก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่
เวลาหญิงสาวคนนี้ยิ้ม แก้มทั้งสองข้างจะมีลักยิ้มจาง ๆ
เมื่อประกอบกับขอบตาแดงก่ำจากการร้องไห้เมื่อครู่
เธอดูราวกับสัตว์ตัวน้อยที่เพิ่งถูกแกล้งจนเสียขวัญ ก่อนจะถูกลูบขนปลอบใจ
เธอมองไปทางที่ซูมู่เดินมา จู่ ๆ ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว เป็นความคิดที่แม้แต่ตัวเธอเองยังไม่ค่อยกล้าเชื่อ
เขาคงไม่ได้ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้หรอกนะ
ซูมู่เดินมาหยุดตรงหน้าเธอ เมื่อเห็นแววตาระแวดระวังและอยากหยั่งเชิงของหญิงสาว เขาก็คร้านจะเล่นเกมทายปริศนาอะไรนั่น
“ฉันใช้มือถือสแกนจ่ายค่ารักษาข้างในให้แล้ว แล้วก็เติมเงินค่ารักษาไว้ในบัญชีอีกนิดหน่อยด้วย”
เขาชี้ไปยังห้องผู้ป่วยรวมด้านในที่เสียงดังราวกับตลาดสด แถมยังแทบไม่มีที่ให้ขยับตัว
“เดี๋ยวไปบอกพยาบาลที่เคาน์เตอร์ให้เปลี่ยนห้องให้คุณน้าด้วย ขอห้องเดี่ยวที่เงียบกว่านี้หน่อย เสียงดังแบบนี้พักฟื้นดี ๆ ไม่ได้หรอก”
เมื่อซูปั้นเซี่ยได้ยินคำพูดนั้น น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ทะลักออกมา หยดโต ๆ ร่วงลงบนพื้นกระเบื้อง
