หลังจากผ่านไปหลายสิบนาที เหลียงปินที่ทำการตรวจสอบมากมายก็หยุดมือลง พลางหยิบบันทึกของเสิ่นหมิงขึ้นมาดู
“ข้อมูลอยู่ที่นี่หมดแล้ว ดีที่คุณยังจำได้ คุณคิดว่าเวลาตายน่าจะอยู่ช่วงไหน”
นี่ถือเป็นบททดสอบของเหลียงปิน ข้อมูลมากมายขนาดนี้ ที่เกิดเหตุก็ถูกรักษาไว้ค่อนข้างดี ถ้ายังคาดการณ์ไม่ได้ล่ะก็ เสิ่นหมิงก็ไม่ต่างอะไรกับคนเก่งแต่ปาก
“ผมคิดว่าเป็นช่วง 11.00 ถึง 12.00 น. ตอนเช้า ดูจากปฏิกิริยาศพแข็งตัว อุณหภูมิ จุดเลือดตกตะกอน และการขุ่นของกระจกตาก็คาดการณ์ได้ไม่ยาก”
“ไม่เลว ตรงกับที่ฉันคิดเลย”
“ว่าไงเฒ่าเหลียง ได้ผลหรือยัง”
เกาหลงที่กลับออกมาแล้วเดินเข้ามาจากนอกประตู รอยเท้าที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือเขาส่งคนพาสุนัขตำรวจไปตามแกะรอยแล้ว คงยังไม่ได้ผลในเร็ววัน
“11.00 ถึง 12.00 น.”
เกาหลงได้ยินจึงมองดูนาฬิกาข้อมือซ้าย เลียริมฝีปากที่แห้งเล็กน้อยแล้วกะประมาณในใจ
“ฉันจำได้ว่าเฒ่าเหลียงคุณพอรู้เรื่องรอยเท้าบ้างนี่ จะดูหน่อยไหม หรือจะเป็นรอยเท้าที่ศิษย์คุณเจอ”
“เฒ่าจางล่ะ”
“เฒ่าจางบอกว่ารอยเท้านั้นเป็นของผู้ชาย แต่ก็ดูไม่เหมือนแบกของ มันอธิบายไม่ได้นะ”
“ฝีมือเฒ่าจางคุณยังไม่วางใจอีก จะมาหาฉันก็ไม่มีประโยชน์อะไร”
“ดูด้วยกันหน่อยเถอะ รวม ๆ แล้วก็ใช้เวลาไม่เท่าไหร่ พอดีรถขนศพยังมาไม่ถึง ว่าแต่คนหายไปไหนได้นะ”
เกาหลงทำหน้าบูดบึ้ง แล้วกวาดสายตามองรอบลานบ้านอีกครั้ง
รูปแบบบ้านของผู้ตายเรียบง่ายมาก ห้องโถงสามห้องเป็นที่อยู่ของผู้ตาย ด้านตะวันออกเป็นที่อยู่ของหลี่อวิ๋นลูกสะใภ้ผู้ตาย ห้องตะวันตกเป็นห้องครัว มุมระหว่างห้องตะวันออกกับห้องโถงเป็นห้องน้ำ ไม่มีห้องใต้ดินอะไรด้วย
“หัวหน้าทีมเกา พบโทรศัพท์มือถือแล้วครับ”
“ที่ไหน”
เกาหลงมองตามเสียงไปเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจร่องรอยที่รับผิดชอบห้องตะวันออกกำลังยกถุงหลักฐานขึ้นมาพูด
“โทรศัพท์ใคร”
“น่าจะเป็นของคุณหลี่อวิ๋น”
“ปิดเครื่องอยู่หรือเปล่า”
“ผมไม่กล้าจับครับ”
“เจอที่ไหน”
“ใต้ผ้าห่มบนเตียงครับ”
เกาหลงใจหายวาบ โทรศัพท์มือถือสมัยนี้แทบไม่มีใครยอมปล่อยมือ แม้แต่จะก่อคดีแล้วทิ้งโทรศัพท์ไว้ ก็ไม่มีทางวางทิ้งไว้บนเตียงอย่างเปิดเผยแบบนี้
คิดถึงตรงนี้ เกาหลงก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
ดูจากรอยเท้าที่ผู้ต้องสงสัยทิ้งไว้ที่มุมกำแพงด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้ต้องสงสัยปีนออกจากมุมตะวันตกเฉียงเหนือแล้วหนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จึงเหลือความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง
อย่างแรกคือหลี่อวิ๋นรู้จักกับชายที่หนีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือคนนั้น เพราะทะเลาะกับแม่สามี หลี่อวิ๋นจึงจ้างคนมาฆ่าแม่สามี โดยผู้ลงมือเป็นผู้ชาย หลังจากนั้นหลี่อวิ๋นก็ล็อกประตูจากข้างในแล้วหนีไปพร้อมกับฆาตกร
ส่วนกรณีที่สอง...
คิดถึงตรงนี้ เกาหลงก็เดินวนในลานบ้านอีกครั้ง พยายามหาเบาะแสเล็ก ๆ น้อย ๆ ทว่าในใจเขากลับไม่อยากเจอเลย
“หัวหน้าทีมเกา”
“ว่าไง”
“ปากบ่อนั่น...”
เสิ่นหมิงมองดูเกาหลงที่เดินวนไปมาไม่หยุดในลาน อดไม่ไหวจึงเอ่ยเตือนอีกฝ่าย
“บ่อนั้นเป็นอะไรไป ฉันวัดแล้ว ปากกว้าง 30 เซนติเมตร คนลงไปไม่...”
เกาหลงพูดไปพูดมารูม่านตาก็หดเกร็งลงทันที จากนั้นก็สาวเท้าเร็ว ๆ ไปที่บ่อตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือ จับท่อเครื่องสูบน้ำดึงขึ้นมา
“เฒ่าจาง เฒ่าจาง!!!!”
เมื่อเครื่องสูบน้ำถูกดึงขึ้นมา เสียงคำรามด้วยโทสะก็ดังออกมาจากปากของเกาหลง
“อะไร”
จางอันยื่นหน้าออกมาจากห้องโถงพร้อมกล้องถ่ายรูปในมือ ถามอย่างเคร่งขรึม
“ถ่ายรูป ฉันจะโทรศัพท์ก่อน”
เกาหลงชี้มือไปที่เครื่องสูบน้ำข้างบ่อ ซึ่งมีชิ้นส่วนเนื้อเยื่อมนุษย์ติดอยู่บ้าง เขาควักโทรศัพท์ออกมาแล้วหันกลับมามองสำรวจเสิ่นหมิงที่กำลังยืนอยู่ อากัปกิริยาในมือยังคงดำเนินต่อไป
คดีฆาตกรรมก็มีความแตกต่าง ฆ่าหนึ่งคนกับฆ่าสองคนไม่เหมือนกัน ฆ่าแล้วยังชำแหละศพด้วยก็ยิ่งต่างกันอีก
เกาหลงแน่ใจมากว่า บ่อน้ำที่มีปากกว้างแค่สามสิบเซนติเมตรนั้นผู้ใหญ่ลงไปไม่ได้แน่ ความเป็นไปได้เดียวคือชำแหละศพแล้วโยนลงไป ถึงขั้นนี้แล้วต้องให้หัวหน้ากองสถานีตำรวจออกหน้าแล้ว
ยี่สิบนาทีต่อมา แนวเชือกกั้นเขตที่ใหญ่และกว้างขึ้นถูกกางออกด้านนอก มีรถตำรวจมากกว่ายี่สิบคันจอดปิดประตูหน้าไว้ จงหลิงหัวหน้ากองสถานีตำรวจอำเภอชิงซานกำลังยืนออกคำสั่งไม่หยุดอยู่ที่หน้าประตู เกาหลงยืนอยู่ข้าง ๆ รายงานสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมทั้งได้แจ้งไปยังกรมตำรวจเมืองแล้ว
อำเภอชิงซานในหนึ่งปีมีคดีฆาตกรรมแค่สี่ห้าคดี คดีชำแหละศพยิ่งไม่มีมาเลยห้าหกปีแล้ว คราวนี้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เขาต้องมาที่เกิดเหตุแน่ ไม่อย่างนั้นก็เป็นการละเลยหน้าที่ของเขา
“สภาพคดีโดยรวมก็ประมาณนี้ครับ”
“แล้วโจวฝูนั่นล่ะ”
“กำลังพาคนไปจับครับ ผมส่งคนออกไปสามทีม ทีมหนึ่งพาสุนัขตำรวจไปตามแกะรอยเท้านั่น อีกทีมไปหาตัวโจวฝู และอีกทีมไปสอบถามหาเบาะแสครับ”
“ต้องจับตัวโจวฝูให้ได้ โจวฝูนี่มีเหตุต้องสงสัยอย่างร้ายแรง จับได้แล้วรีบบอกฉันเป็นคนแรก”
“อ้วก อ้วก!!!!”
เจ้าหน้าที่เทคนิครุ่นหนุ่มหลายคนกำลังนั่งยอง ๆ อ้วกอยู่ในคูน้ำริมถนน พวกเขาเป็นคนในแผนกตำรวจสืบสวนอยู่แล้ว ปกติจิตใจก็แข็งแกร่ง ถ้าสถานที่เกิดเหตุทำให้พวกเขาถึงขั้นรู้สึกคลื่นไส้ ก็ลองคิดดูเถิดว่ามันน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน
พวกเขาก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ศพก็เคยเห็นมามาก ทว่าผู้ที่ว่าความคดีอุกฉกรรจ์เป็นประจำเพิ่งจะได้จัดการกับคดีชำแหละศพเป็นครั้งแรก รู้สึกสะอิดสะเอียนก็เป็นเรื่องปกติ
“ไปอ้วกให้ไกลหน่อย”
เกาหลงมองดูคนในคูน้ำแล้วรีบตะโกนบอก ในคดีแบบนี้เบาะแสทุกอย่างล้วนมีค่า เขาไม่อยากให้ลูกน้องมาทำลายเบาะแสตอนอ้วก
จงหลิงหันไปมอง ก็ไม่ได้สนใจพฤติกรรมของพวกเขา เอ่ยถามต่อไปว่า “ญาติผู้เสียหายล่ะ”
“ผมจัดการให้ไปที่อื่นแล้วครับ มีคนตามไปด้วย”
“เมื่อกี้คุณบอกว่าเป็นเสี่ยวเสิ่นที่เจอปากบ่อนั่น”
“ใช่ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเดาได้ยังไง ผมเองก็แค่คิดถึงความเป็นไปได้ว่าจะมีการชำแหละศพจากรอยเลือดในห้องน้ำนั่น แต่เขาชี้ให้ออกมาเลย รอยเท้านั่นก็เป็นเขาที่ชี้ให้”
“หาอาวุธที่ใช้ก่อเหตุเจอหรือยัง”
“ยังครับ ญาติผู้ตายบอกว่าที่บ้านมีขวานอยู่เล่มหนึ่ง แต่ผมหาไม่เจอ”
“งั้นก็ใช่นั่นแหละ เข้าไปข้างในถามหมอนิติเวชหน่อยว่าชำแหละศพยังไง”
เกาหลงอารมณ์ฮึกเหิมขึ้นมาทันที รีบทำวันทยหัตถ์แล้วหมุนตัวเดินจากไป ยกเชือกกั้นเขตเดินเข้าไปในลานบ้าน
“แขนซ้ายท่อนปลายล่ะ เอาแขนซ้ายท่อนปลายมาให้ผม”
“อันนี้...”
“มือซ้าย”
“อยู่นี่...”
เสิ่นหมิงเลียริมฝีปากที่แห้ง มือขวาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ฤดูปลายใบไม้ร่วงกลับทำให้เขาวุ่นจนเหงื่อตก
ศพหญิงตรงหน้าถูกญาติผู้ตายดูชี้ตัวยืนยัน และจำได้ทันทีว่าเป็นหลี่อวิ๋น หลี่อวิ๋นตอนนี้ถูกขวานสับเป็นสิบกว่าชิ้น อวัยวะภายในจนถึงตอนนี้ยังแช่อยู่ในน้ำ ภาพเช่นนี้ทำให้เสิ่นหมิงรู้สึกอึดอัดขยะแขยงจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ว่าไงเฒ่าเหลียง ดูออกมั้ยว่ามีอะไร ผู้กำกับการมาทวงอยู่ที่หน้าประตูแล้ว”
“มีผู้ต้องสงสัยที่เคยทำงานฆ่าสัตว์หรือเคยเป็นหมอมั้ย ขยายวงอีกหน่อยก็เพิ่มคนครัว ช่างไม้...”
“มี ๆ ๆ ไอ้โจวฝูนั่นมันเป็นคนฆ่าหมู” เหลียงปินพูดไม่ทันจบ เกาหลงก็นึกขึ้นได้ทันที “สามีของผู้ตายเคยบอกว่าโจวฝูเคยทำงานเป็นคนฆ่าหมู”
“งั้นก็มันนั่นแหละ ศพนี้ถูกตัดแบ่งอย่างเรียบร้อยมาก แทบไม่ได้ฟันโดนกระดูกเลย สภาพจิตใจต้องแกร่งมากแน่”
“ผมไปจับคนเดี๋ยวนี้”
ถ้าบอกว่าก่อนหน้านี้ยังเป็นแค่การสงสัย ตอนนี้คำพูดของเหลียงปินก็แทบจะฟันธงว่าโจวฝูเป็นคนร้ายแล้ว เกาหลงหมุนตัวแล้วเดินออกไปอีกครั้ง ฝีเท้าเร็วขึ้นไม่น้อย
