จักรพรรดิซู่หนิงกับหลินจื้อหย่วนสบตากันพลางเอ่ยถามเป็นเสียงเดียวกัน “อีกสิบวันหรือ”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อมีบาดแผลทั่วร่าง ต้องให้ผิวหนังใหม่งอกขึ้นมาทั้งตัว” นั่วนั่วพูดอย่างจริงจัง ผู้ที่อยู่ตรงนั้นทั้งสามคนล้วนสงสัยว่าตนฟังผิดไป
“นั่วนั่ว ท่านพ่อรู้ว่าเจ้ากตัญญู แต่ท่านพ่อก็รู้ว่าบาดแผลของข้ามิอาจหายดีได้แล้ว”
ต่อให้อยู่ที่บ้านอย่างไรก็ตาม แต่กล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าฝ่าบาทและใต้เท้าเซี่ย หลินจื้อหย่วนก็อดรู้สึกไม่สบายใจมิได้
บุตรีคนนี้ช่างคุยโวเกินไปแล้ว นางเองก็มิใช่งู
จักรพรรดิซู่หนิงยิ่งมีสีหน้าละอายใจ หากมิใช่เพราะอนุชาตนนั้นอยู่เบื้องหลังคอยขัดขวาง ทุกอย่างก็คงมิเกิดขึ้น
พระองค์ตรัสช้า ๆ ว่า “นั่วนั่ว เป็นท่านพ่อบุญธรรมเองที่ผิด ทำให้ท่านพ่อของเจ้าถูกทำลายรูปโฉม เจ้าอยากได้สิ่งใดเป็นการชดเชยก็จงเอ่ยมาเถิด ท่านพ่อบุญธรรมจะต้องให้ตามที่เจ้าปรารถนา”
“นั่วนั่วก็แค่อยากได้ท่านพ่อที่หล่อเหลา” นั่วนั่วตอบเพียงประโยคเดียวก็ทำให้บทสนทนาจบลง
จักรพรรดิซู่หนิงถูกคำพูดของนั่วนั่วทำให้อึ้งจนกล่าวสิ่งใดมิออก เรื่องนี้พระองค์มิอาจทำให้ได้จริง ๆ
“ฝ่าบาท นั่วนั่วพูดตรงไปตรงมา โปรดอย่าทรงถือสา” หลินจื้อหย่วนรีบกล่าวแก้ไข
เซี่ยโย่วอานก็ช่วยไกล่เกลี่ยอยู่ด้านข้างว่า “ฝ่าบาท องค์หญิงยังเล็ก คำพูดของนางมิได้มีเจตนาอื่นใด คงเป็นเพราะนึกอย่างไรก็พูดอย่างนั้น”
คำปลอบประโลมนี้กลับทำให้ลำบากใจยิ่งกว่ามิได้ปลอบ สีหน้าของจักรพรรดิซู่หนิงยิ่งดูแย่ลง
กระทั่งสีหน้าของหลินจื้อหย่วนและเซี่ยโย่วอานก็พลอยไม่สู้ดีไปด้วย
นั่วนั่วทำหน้าสงสัย “ท่านพ่อกำลังจะกลับมาหล่อเหลา เหตุใดพวกท่านจึงไม่ยินดีกันเลย”
เป็นเซี่ยโย่วอานที่อายุน้อยและหัวไว จึงลองถามหยั่งเชิงดูว่า “เจ้าหมายความว่ารูปโฉมของแม่ทัพหลินจะฟื้นคืนได้หรือ”
