เซี่ยโย่วอานอดไม่ได้ที่จะถาม “พวกมันมองไม่เห็นพวกเราจริง ๆ หรือ”
นั่วนั่วถอนหายใจโล่งอก “เช่นนี้ก็ดี พวกเรารีบไปหาผึ้งพิษที่ต่อยท่านอาเถิด หากอีกประเดี๋ยวมันตายฤทธิ์ยาก็จะด้อยลง”
ได้ยินว่าหากช้าไปจะกระทบต่อฤทธิ์ยา เซี่ยโย่วอานก็ไม่มีใจจะไต่ถามให้ลึกซึ้ง รีบพานั่วนั่วมายังหน้ากล่องเลี้ยงผึ้ง
นั่วนั่วนำน้ำตาลก้อนที่เตรียมไว้ยัดเข้าไป เอียงศีรษะพูดเข้ากล่องผึ้งว่า “ผึ้งน้อย ๆ พวกเรามาคุยกันเถิด”
ในกล่องผึ้งดังเสียงกระสับกระส่ายหึ่ง ๆ ทำให้เซี่ยโย่วอานตกใจจนเอื้อมมือไปดึงผ้าดำที่นั่วนั่วคลุมอยู่นั้นมาคลุมร่างนางไว้ หวาดเกรงว่าจะถูกต่อย
นั่วนั่วออกแรงอย่างมากกว่าจะดึงตัวเองออกจากผ้าผืนนั้นได้ เหลือบตามองเซี่ยโย่วอานอย่างขัดใจ “กำลังทำเรื่องจริงจัง อย่ามาก่อกวน”
เซี่ยโย่วอานถูกขัดจังหวะจนพูดไม่ออก ถูกเด็กน้อยอบรมสั่งสอนเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ทางด้านนั้น นั่วนั่วเริ่มต้นพูดคุยกับผึ้งพิษอีกครั้ง “รู้แล้ว ๆ พวกเจ้าเรียกปี้ลั่ว เป็นผึ้งที่งดงามที่สุดในใต้หล้า งดงามก็ใช่ว่าจะต่อยคนได้ ท่านอาเซี่ยต้องทนทุกข์ทรมานเพียงไหน”
นั่วนั่วทำหน้าจริงจังพูดจาหาเหตุผลกับปี้ลั่ว เซี่ยโย่วอานร้อนใจจนลนลาน “องค์หญิง พวกเราช่วยเร่งหน่อยได้หรือไม่ มิใช่เจ้าเองที่บอกว่าหากช้าไปจะเสียฤทธิ์ยาหรือ”
“เช่นนั้นเจ้ามาคุยเอง” นั่วนั่วกลอกตา ถอยออกมาให้ที่
ผึ้งพิษที่เพิ่งสงบลงก็เริ่มส่งเสียงดังคลุ้มคลั่งอีกครั้ง
เซี่ยโย่วอานจึงเชื่อสนิทใจแล้วว่า นั่วนั่วสามารถสื่อสารกับผึ้งพิษเหล่านี้ได้จริง เขาทำท่าขออภัย ถอยไปอยู่ด้านข้างอย่างว่าง่าย “องค์หญิง เชิญ”
นั่วนั่วจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้กล่องผึ้งอีกครั้ง เจรจาต่อรองกับผึ้งพิษต่อไป
“อะไรนะ พวกเจ้าก็ไม่อยากต่อยคน ถูกคนชั่วพวกนั้นบังคับมานี่เอง” นั่วนั่วขมวดคิ้ว มองออกว่านางเห็นอกเห็นใจผึ้งพิษพวกนั้นยิ่งนัก
