เมื่อเห็นลายเซ็นคุ้นตาบนจดหมาย จักรพรรดิซู่หนิงก็พิโรธดุจสายฟ้าฟาด “หลินจื้อหย่วน เจ้าเป็นกบฏจริง ๆ ด้วย”
จดหมายเหล่านี้เซี่ยโย่วอานใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดกว่าจะค้นพบ เขาตรวจสอบรายงานศึกในเอกสารของกรมกลาโหมแล้ว พบว่าทหารต้าหวานถูกฝ่ายตรงข้ามกดดันจนตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอด
สำหรับหลินจื้อหย่วนผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงคราม เรื่องนี้ชวนให้เคลือบแคลงใจอย่างแท้จริง
“ไปเรียกอ๋องหยงมาให้เรา” จักรพรรดิซู่หนิงตรัสด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม ในเวลานั้นอ๋องหยงอยู่ที่เป่ยเจียงเช่นเดียวกับหลินจื้อหย่วน พระองค์อยากฟังว่าอ๋องหยงจะกล่าวเช่นไร
บัดนี้อาการบาดเจ็บของอ๋องหยงดีขึ้นมากแล้ว ทว่าพลังชีวิตกลับถดถอย ทั้งตัวไร้เรี่ยวแรง แม้จักรพรรดิซู่หนิงกำลังทรงกริ้ว ก็ยังไม่ลืมพระราชทานที่นั่งให้เขา
“อ๋องหยง การศึกระหว่างหมอเป่ยกับต้าหวานยืดเยื้อมาหลายปี เมื่อสามปีก่อนเป็นช่วงที่พวกเรามีโอกาสชนะมากที่สุด แต่กลับเกือบถูกกวาดล้างทั้งกองทัพ เรายังจำได้ว่าเจ้าอยู่ในสนามรบด้วย เหตุใดสถานการณ์จึงพลิกผันอย่างฉับพลัน”
เมื่อเผชิญคำถามตรงไปตรงมาของจักรพรรดิซู่หนิง อ๋องหยงก็อึกอักกล่าวว่า “เสด็จพี่ ตอนนั้นกระหม่อมเพิ่งไปถึงเป่ยเจียง แม่ทัพหลินเกรงว่ากระหม่อมจะได้รับบาดเจ็บ จึงให้ทำเพียงภารกิจรอบนอก ส่วนแก่นของสถานการณ์ศึกนั้นกระหม่อมไม่ค่อยทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็กล่าวในส่วนที่เจ้ารู้” จักรพรรดิซู่หนิงตรัสด้วยพระพักตร์มืดครึ้ม จนผู้คนรู้สึกหวาดหวั่น
“กระหม่อมทราบเพียงว่าสถานการณ์ศึกทวีความรุนแรงขึ้นทุกที แต่เสบียงกลับร่อยหรอลงเรื่อย ๆ กระหม่อมเคยไปหาแม่ทัพหลิน ขอให้เขายื่นฎีกาทูลขอกำลังสนับสนุน ทว่าแม่ทัพหลินกล่าวว่าพระองค์ต้องทรงดูแลขุมกำลังรอบด้าน ท้องพระคลังก็ไม่ได้มั่งคั่ง การศึกครั้งนี้ยังยืดเยื้อมาหลายปี ค่าใช้จ่ายจึงมหาศาล อีกทั้งเขายังกล่าวว่า ขอเพียงพวกเรารวบรวมกำลังบุกยึดเมืองชิงเฉิงได้ ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายพ่ะย่ะค่ะ”
