ได้ยินว่าเป็นพี่น้องจากพรรคเดียวกัน นั่วนั่วก็ลืมเล่นรูปคนทำจากน้ำตาลเสียสนิท รีบยกเท้าวิ่งเข้าไปในฝูงชน
“นั่วนั่ว ระวังด้วย” หลินชิงอี้เร่งรุดตามไปก่อน
ที่แท้ก็มีวัยรุ่นคนหนึ่งจับขโมยได้กลางถนน กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกับขโมยตัวนั้นอยู่
“ปล่อยมือ เจ้าควรอย่าเข้ามาเสือก มิเช่นนั้นจะให้เจ้าได้รับบทเรียน” ขโมยถูกจับได้ ยังคงโอหังอย่างยิ่ง
นอกจากเพื่อนของวัยรุ่นคนนั้นแล้ว คนอื่นต่างมองดูอย่างเย็นชา ไม่มีสักคนยื่นมือเข้าช่วย
วัยรุ่นกำชายเสื้อขโมยแน่น ไม่ยอมถอยแม้แต่นิ้วเดียว “เจ้าขโมยของยังมีหน้ามาเถียง คืนของให้คนอื่น แล้วตามข้าไปที่ศาลาว่าการ มิฉะนั้นถ้ารบกวนประมุขใหญ่พวกเราแล้ว ก็ไม่ใช่แค่ไปศาลาว่าการง่าย ๆ หรอก”
“ไอ้เด็กไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ” ขโมยเอ่ยอย่างรำคาญ จากนั้นในฝูงชนก็มีชายหลายคนค่อย ๆ ก้าวออกมา ดูแค่สีหน้าก็รู้ว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน
ขโมยเห็นพวกเข้ามาช่วยแล้ว ก็ยิ่งโอหัง “เจ้าว่าข้าเป็นขโมย มีหลักฐานอะไร”
“ถุงเงินนี้คือของที่เจ้าขโมยมาจากท่านลุงคนนั้น ข้าเห็นกับตา”
วัยรุ่นพูดจบ ขโมยก็หัวเราะเยาะ “ใส่ร้ายคนดีลอย ๆ เช่นนี้ไม่ถูกนะ ถุงเงินนี้เป็นของข้าเองชัด ๆ ใช่หรือไม่ ท่านลุง”
ประโยคสุดท้ายนั้น น้ำเสียงของขโมยแฝงไว้ด้วยการข่มขู่และยั่วยุ พวกพ้องของขโมยก็พากันยิ้มอย่างดุร้ายน่าเกลียด
“ไม่ ถุงเงินนี้ไม่ใช่ของข้า” คนที่ทำถุงเงินหายรีบปฏิเสธทันที
“ได้ยินหรือยัง ถุงเงินเป็นของข้า” นิ้วของขโมยกระแทกใส่ศีรษะวัยรุ่นอย่างแรง