เมื่ออัครมหาเสนาบดีเจิ้งเอ่ยเช่นนั้น เหล่าขุนนางผู้อื่นก็เห็นว่าการขับไล่โดยตรงเป็นเพียงการระบายอารมณ์ชั่ววูบ ได้ไม่คุ้มเสีย ต่างทูลโน้มน้าวให้ฝ่าบาททรงอดทนไว้ก่อน
จักรพรรดิซู่หนิงกลับไม่ทรงอยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายของโหลวหลานอีก ปรารถนาจะตัดสัมพันธ์กับพวกเขาโดยเร็ว
ในเวลานี้ นั่วนั่วก็เอ่ยขึ้น
“ท่านพ่อบุญธรรม ท่านดูแคลนพี่น้องขององค์หญิงอาหลานน่า ก็ให้นางขึ้นเป็นอ๋องแห่งโหลวหลานเสียเองก็ได้เพคะ เช่นนี้โหลวหลานก็จะเป็นรัฐบรรณาการของต้าหวานอย่างแท้จริง”
“อะไรนะ ให้อาหลานน่าเป็นอ๋องแห่งโหลวหลาน?” ผู้คนในที่นั้นล้วนตกตะลึงจนพูดไม่ออก อัครมหาเสนาบดีเจิ้งก็อดทวนคำนี้ไม่ได้
อาหลานน่าเองก็ตกใจ ความคิดที่กล้าหาญที่สุดของนางคือการได้แต่งกับตี๋รั่วหลัว แล้วสนับสนุนตี๋รั่วหลัวขึ้นเป็นอ๋องแห่งโหลวหลานอย่างเต็มกำลัง
สตรียาก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ครองแคว้น เรื่องเช่นนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน
สีพระพักตร์ของจักรพรรดิซู่หนิงยิ่งขรึมเครียด “นั่วนั่ว นี่เป็นเรื่องใหญ่ของแผ่นดิน จะกล่าวตามอำเภอใจมิได้”
เจิ้งเจี้ยนเสียนกลับรู้สึกได้ถึงนัยแฝงแล้ว ใบหน้าเปี่ยมสุข พยักหน้ากล่าว “ล้วนว่าเป็นองค์หญิงฉางเล่อทรงมีพระปรีชาเหนือผู้ใด กระหม่อมแต่ก่อนไม่เชื่อ วันนี้จึงรู้ว่าคำกล่าวนั้นไม่เท็จ”
“อัครมหาเสนาบดีเจิ้ง ท่านไม่จำเป็นต้องกล่าวฝืนใจถึงเพียงนี้ นั่วนั่วฉลาดก็จริง แต่เรื่องให้องค์หญิงโหลวหลานเป็นอ๋องแห่งโหลวหลาน มิใช่คิดฟุ้งซ่านดอกหรือ?”
ถูกอัครมหาเสนาบดีเจิ้งโจมตีและถวายฎีกากล่าวโทษตลอดมา จู่ๆ ได้รับคำชมเช่นนี้ หลินจื้อหย่วนรู้สึกผิดปกติยิ่ง อีกทั้งคำชมยังเกินจริงนัก
“หากองค์หญิงอาหลานน่าได้เป็นอ๋องแห่งโหลวหลาน ความเป็นไปได้ที่โหลวหลานจะจับมือกับหมอเป่ยก็ไร้ผล”