เมื่อถึงคราของหลินจื้อหย่วน เรื่องก็กลายเป็นง่ายดายยิ่งนัก เขากล่าวว่า "ฝ่าบาท กระหม่อมเป็นเพียงคนบู๊ผู้หนึ่ง ไม่รู้ซึ้งถึงวิถีการปกครองบ้านเมือง ครั้นได้ฟังคำของท่านขุนนางทั้งหลายเมื่อสักครู่ รู้สึกราวกับได้สดับธรรมะอันลึกซึ้ง จนรู้แจ้งในฉับพลัน"
จนใจก็คือ เมื่อก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง โดยเฉพาะอยู่ภายใต้เบื้องยุคลบาท ต่อให้เป็นคนซื่อตรงเพียงไหนก็จำต้องเรียนรู้การประจบสอพลอ แม้แต่หลินจื้อหย่วนผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด เมื่อต้องการเอ่ยความคิดของตน ก็ยังต้องกล่าวยกย่องเหล่าขุนนางร่วมราชสำนักเสียก่อน
จักรพรรดิซู่หนิงทรงอดทนทอดพระเนตรเขา ทรงทราบว่าถ้อยคำต่อจากนี้ต่างหากคือสาระสำคัญ
"เมื่อครู่นี้เสนาบดีแต่ละกรมได้เสนอทางแก้ไขปัญหาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ในเมื่อฝ่าบาททรงถาม กระหม่อมก็จะขอกล่าวสรุปสักเล็กน้อย เรื่องนี้ดูผิวเผินเหมือนเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อยใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เมินเฉยต่อความถูกผิด แต่ที่จริงแล้วแสดงให้เห็นว่า ระบบการตรวจสอบควบคุมดูแลข้าราชการของเรายังไม่เข้มแข็งพอ ที่เสนาบดีกรมขุนนางเสนานั้นถูกต้องแล้ว ต้องเพิ่มเกณฑ์การคัดเลือกเข้ารับราชการให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ให้เฉพาะผู้มีจริยวัตรและความรู้ความสามารถดีพร้อมได้เข้าสู่เส้นทางราชการ กรมตรวจสอบก็ต้องแสดงบทบาทให้เต็มที่ โดยจัดตั้งกรมตรวจสอบย่อยในแต่ละหน่วยงาน ขึ้นตรงต่อกรมตรวจสอบโดยตรง เช่นนี้จะสามารถควบคุมดูแลข้าราชการทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งภาระของกรมตรวจสอบก็จะไม่หนักจนเกินไปนัก"
ความคิดเหล่านี้ ผู้อื่นพอจะคิดได้บ้าง แต่เป็นความคิดที่ทำให้คนไม่พอใจ ข้าราชการทั้งหลายรังเกียจกรมตรวจสอบที่สุด เดิมทีกรมตรวจสอบเพ่งเล็งเฉพาะข้าราชการระดับชั้นรองห้าขึ้นไป แต่พอหลินจื้อหย่วนเสนอเช่นนี้ ก็ไม่มีใครได้สุขสบายอีก