ในที่สุด หลินจื้อหย่วนก็เสนอความเห็นเช่นเดียวกับไท่จื่อ
ทว่าขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด หลินจื้อหย่วนรู้พระทัยจักรพรรดิซู่หนิงดีกว่า หลังจากทูลเรื่องเพิ่มเบี้ยหวัดแล้ว เขาก็เอ่ยต่อทันที “แน่นอนว่า เบี้ยหวัดนั้นให้เพิ่มได้เฉพาะขุนนางที่จงรักภักดีเท่านั้น การขึ้นค่าตอบแทนต้องดำเนินคู่ขนานไปกับบทลงโทษขั้นเด็ดขาด ผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่ต้าหวานจะต้องไม่ถูกมองข้าม ส่วนผู้ที่คิดคดทรยศจะถูกลงโทษอย่างหนักโดยไม่ละเว้น”
ความอึดอัดที่ติดค้างในพระทัยของจักรพรรดิซู่หนิงพลันสลายหายไปในที่สุด
พระองค์มิได้ทรงตระหนี่ที่จะขึ้นเบี้ยหวัดให้เหล่าขุนนาง หากแต่ไม่ทรงปรารถนาจะถูกบีบบังคับให้ต้องทำเช่นนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องราวก็ง่ายขึ้นหลายส่วน
ยังมีอีกหนึ่งปัญหา คือตำแหน่งผู้ว่าการสำนักจิงเจ้าฝู่ยังมิได้กำหนดตัวบุคคล วันนั้นในท้องพระโรง เจิ้งเจี้ยนเสียนได้เสนอชื่อชุยเม่า ทว่ามีเสียงคัดค้านอย่างท่วมท้น
หลังจากนั้น ขุนนางจำนวนไม่น้อยได้ถวายฎีกา เสนอชื่อผู้เหมาะสมหลายคน จักรพรรดิซู่หนิงทรงมีแนวทางในพระทัยแล้ว แต่ยังทรงต้องการฟังความเห็นของหลินจื้อหย่วน
หลินจื้อหย่วนรีบปฏิเสธ “ฝ่าบาท เรื่องนี้กระหม่อมไม่ขอเข้าไปก้าวก่ายหรอก หากให้กระหม่อมเลือก กระหม่อมก็ต้องเลือกชุยเม่า เช่นนี้ พวกเขาคงต้องหาว่ากระหม่อมปกป้องลูกน้องและคบคิดกันเป็นก๊กอีก”
แม้ปากจะบอกว่าไม่ก้าวก่าย แต่หลินจื้อหย่วนก็เอ่ยทั้งที่ควรและไม่ควรจนหมดสิ้น
“เจ้ายังไม่ทันได้ฟังว่าเราคิดเห็นผู้ใดบ้างก็ปักใจเลือกแล้ว พวกเขามองว่าเจ้ามีใจลำเอียงก็มิใช่เรื่องแปลก”
สนทนากันมาถึงเพียงนี้ แม้ขนบระหว่างกษัตริย์กับขุนนางจะยังดำรงอยู่ แต่บรรยากาศกลับผ่อนคลายอย่างยิ่ง
“ก็เพราะกระหม่อมรู้จักชุยเม่าเป็นอย่างดี” กล่าวจบ หลินจื้อหย่วนก็มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่ออีก
จักรพรรดิซู่หนิงก็มิได้ทรงซักไซ้ต่อ ทรงชักชวนหลินจื้อหย่วนให้เล่นหมากล้อม
ขันทีผู้ส่งเครื่องเสวยมาถึงหน้าตำหนักไท่จี๋แต่ไม่กล้าเข้าไป จำต้องไปขอคำแนะนำจากหวังต้าเจียน