มหาวิทยาลัยเจียงโจว
“อาจารย์จาวจาว เย็นนี้ไปดูหนังด้วยกันไหมครับ?”
จงจื้อผิง อาจารย์คณะภาษาต่างประเทศเช่นเดียวกัน รีบสาวเท้าตามสวี่เหวยจาวมา ก่อนเอ่ยถามด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
เขาอายุเพิ่งสามสิบกว่า ทว่าพุงเริ่มยื่นกลม วิ่งแค่สองก้าวก็หอบ หากไม่ใช่เพราะตัวสูง คงไม่ต่างจากถังน้ำใบหนึ่ง
“อาจารย์จง ขอโทษนะคะ ฉันนัดคนไว้แล้วค่ะ”
สวี่เหวยจาวพยายามรักษามารยาทกับจงจื้อผิง ใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับร้อนรนอย่างยิ่ง
“นัดใครไว้ครับ แฟนเหรอ?”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าโดยไม่มองเขา
“คราวก่อนคุณยังบอกว่าไม่มีแฟนอยู่เลยไม่ใช่เหรอครับ?”
“เพิ่งคบกันค่ะ” สวี่เหวยจาวเร่งฝีเท้า สายตากวาดมองหาจักรยานสาธารณะไปทั่ว
พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ จักรยานสาธารณะหน้าโรงเรียนก็หายากพอ ๆ กับผู้ชายดี ๆ
“อาจารย์จาวจาว ผมกับคุณ...”
“อาจารย์จง ขอโทษนะคะ ฉันมีธุระ ต้องไปก่อนแล้วค่ะ” สวี่เหวยจาวตัดบทเขา ก่อนรีบวิ่งไปยังจักรยานสาธารณะที่จอดอยู่มุมอับสายตา
“อาจารย์สวี่ ให้ผมไปส่งไหมครับ?”
จงจื้อผิงยังไม่ยอมแพ้ ตามเธอไปอีก เขาไม่เชื่อหรอกว่าสวี่เหวยจาวเพิ่งมาถึงเจียงโจวได้ไม่นานก็จะมีแฟนแล้ว
“บอกว่าไม่ต้องไงคะ! รบกวนหลีกทางด้วย...”
สวี่เหวยจาวสแกนรหัสเพื่อปลดล็อกจักรยานอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว เพียงแต่ความอดทนหมดลงแล้ว สีหน้าจึงเคร่งขรึม
“ฮะ ๆ ก็ได้ครับ แล้วเจอกันสัปดาห์หน้านะ จาวจาว” จงจื้อผิงยิ้มเจื่อน
สวี่เหวยจาวปั่นจักรยานสาธารณะจากไปอย่างรวดเร็ว ทว่าในอากาศราวกับยังหลงเหลือกลิ่นหอมหวานสดชื่นจากตัวเธออยู่
จงจื้อผิงมองแผ่นหลังของเธอค่อย ๆ ลับหายไป รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าจางลง แทนที่ด้วยแววตาอำมหิตลึกล้ำ
สวี่เหวยจาวย้ายมาจากต่างถิ่นเพื่อสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเจียงโจว ไม่มีญาติพึ่งพา ไม่มีอำนาจหรือเส้นสาย
ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าตาสวยสะดุดตา คิดหรือว่าเธอจะเข้าตาเขาได้?
มารดาของจงจื้อผิงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเจียงโจว ส่วนบิดาทำธุรกิจ ครอบครัวมั่งคั่ง ญาติพี่น้องก็ทำงานอยู่ตามหน่วยงานราชการ เรียกได้ว่าเป็นชนชั้นสูงสุดในสังคม
เดิมทีเขาเป็นคนไม่เอาถ่าน เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนได้ไม่ทันจบก็หนีไปใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ต่างประเทศหลายปี
พอกลับมา ก็อาศัยเส้นสายของมารดาได้เป็นอาจารย์คณะภาษาต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยเจียงโจว เพียงไม่กี่ปีก็ไต่เต้าจนเป็นรองศาสตราจารย์
ที่เขาตามตื๊อสวี่เหวยจาวก็เพราะในบรรดาอาจารย์ใหม่ที่เข้าทำงานปีนี้ เธอโดดเด่นเกินกว่าใครในทุกด้าน
เธอเรียนต่อเนื่องตั้งแต่ปริญญาตรีจนจบปริญญาโทจากสถาบันภาษาชื่อดังในประเทศ เชี่ยวชาญทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน แถมยังสวยมากอีกด้วย
แม้แต่มารดาผู้มีสายตาสูงส่งของเขายังชื่นชอบเธอ เพียงแต่ครอบครัวของเธอธรรมดา และพ่อแม่หย่าร้างกัน
แต่เรื่องนี้กลับเป็นช่องโหว่ที่เหมาะเจาะสำหรับเขาพอดี
สวี่เหวยจาวปั่นจักรยานกลับไปยังบ้านเช่าของตัวเอง เธอเพิ่งมาเจียงโจวได้ไม่นาน บ้านหลังนี้จึงเป็นที่พักชั่วคราวที่หาได้ในตอนนั้น
โชคดีที่เจอเจ้าของบ้านกำลังรีบร้อนปล่อยเช่า ค่าเช่าไม่แพง ทำเลก็ดี เธอจึงตกลงทำสัญญาเช่าหนึ่งปีทันที
เมื่อเปิดประตู วางข้าวของลงแล้ว สวี่เหวยจาวก็จัดเก็บบ้านสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นต่อ เธอไม่ได้เช่าร่วมกับใคร เพราะไม่คุ้นชินและไม่อยากทำ ที่สำคัญ ห้องนอนสองห้องยังสะดวกเวลาคุณยายมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว
พอนึกถึงคุณยาย รอยยิ้มก็ผลิบานบนใบหน้าของสวี่เหวยจาว คุณยายคือผู้สูงวัยที่รักเธอที่สุดในโลก
พ่อแม่ของสวี่เหวยจาวหย่าร้างกันตั้งแต่เธอยังเด็ก ต่างฝ่ายต่างสร้างครอบครัวใหม่ เธอจึงกลายเป็นภาระ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เป็นตัวถ่วง
ตอนหย่ากัน พ่อแม่คิดจะส่งเธอซึ่งอายุเพียง 8 ขวบเข้าโรงเรียนประจำ ให้ใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนตลอดทั้งปี
คุณยายเป็นคนพาเธอออกมา ฝ่าความกดดันจากทุกฝ่าย เลี้ยงดูเธอไว้ข้างกายจนเติบใหญ่
“คุณยายกินข้าวหรือยังคะ?”
“กินแล้ว ๆ จาวจาวล่ะ?”
“หนูก็กินแล้วค่ะ คุณยายอย่าลืมกินยาตรงเวลาด้วยนะคะ”
“คุณยาย หนูคิดถึงคุณยายมากเลยค่ะ”
……
หลังวางสาย สวี่เหวยจาวก็เดินไปที่ระเบียง อากาศเดือนตุลาคมไม่หนาวไม่ร้อน สายลมพัดเอื่อย ๆ ไม่แรงนัก
มหาวิทยาลัยเจียงโจวเป็นมหาวิทยาลัยครบวงจรชั้นนำอันดับต้น ๆ ของเจียงฮั่น เธอเพิ่งจบปริญญาโทก็ได้มาสอนที่นี่ นับว่าโชคดีมากแล้ว
สิ่งที่น่าเสียดายคือดันมาเจอพวกแมลงวันเข้าให้ แถมยังเป็นแมลงวันที่มีแค่เบื้องหลังคอยหนุน สวี่เหวยจาวยกน้ำขึ้นจิบ พยายามไล่พวกแมลงวันออกจากหัว
กลางเดือนตุลาคม
ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยเจียงโจวกำลังเตรียมงานฉลองครบรอบ 70 ปี ในฐานะสถาบันการศึกษาชื่อดังของเจียงฮั่น นอกจากศิษย์เก่าจะมาร่วมงานแล้ว ยังมีผู้บริหารระดับสูงจากรัฐบาลอีกหลายคนเข้าร่วมด้วย
สวี่เหวยจาวมีการแสดงในงานราตรีศิลปวัฒนธรรมฉลองครบรอบมหาวิทยาลัย เป็นการเต้นหมู่ของตัวแทนคณาจารย์ ซึ่งซ้อมกันมานานแล้ว
ตลอดช่วงที่ซ้อม จงจื้อผิงแวะมาหาเธออยู่เรื่อย ๆ อ้างว่าเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยมาเยี่ยมเยียน บ้างก็ซื้อชานม บ้างก็ซื้อกาแฟมาให้ สวี่เหวยจาวปฏิเสธก็ไม่สะดวก
แต่ใคร ๆ ก็ดูออกว่าจงจื้อผิง ลูกชายท่านอธิการบดีหมายปองสวี่เหวยจาว เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งมีใจ ส่วนอีกฝ่ายไร้เยื่อใย
“จาวจาว จงไท่จื่อมาอีกแล้ว” เฉินอันเค่อซึ่งเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเจียงโจวก่อนหนึ่งปี จิบน้ำแล้วสะกิดแขนสวี่เหวยจาว
สวี่เหวยจาวกลอกตาอย่างลับ ๆ โดยไม่พูดอะไร
“อาจารย์จาวจาว นี่ครับ อเมริกาโนเย็นของคุณ” จงจื้อผิงเดินเข้ามา
“ขอบคุณค่ะ ไม่ต้องนะคะ ฉันดื่มของเย็นไม่ค่อยสะดวก”
“งั้นผมไปซื้อเครื่องดื่มร้อนมาให้ดีไหมครับ?” จงจื้อผิงขยับเข้ามาใกล้อีก
เขาชอบหน้าตาของสวี่เหวยจาวมาก เธอเป็นสาวงามที่มีใบหน้าคมเข้มโดดเด่น ดูเจิดจ้าและสง่างาม ทั้งยังมีเสน่ห์บริสุทธิ์น่ารัก ยิ่งตามจีบไม่สำเร็จก็ยิ่งกระตุ้นความสนใจของผู้ชาย
“อาจารย์จง ไม่ต้องจริง ๆ ค่ะ แล้วก็รบกวนอย่าเอาใจใส่ฉันเป็นพิเศษเลยนะคะ ฉันกลัวคนอื่นจะเอาไปพูดกัน”
“จาวจาว... ผมไม่ได้คิดอย่างอื่นนะครับ”
“เราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เรียกฉันว่าอาจารย์สวี่เถอะค่ะ ขอบคุณนะคะ” สวี่เหวยจาวไม่อยากพูดกับเขาต่อ จึงเดินเลี่ยงไป
ต่อให้จงจื้อผิงหน้าด้านแค่ไหน การถูกเมินต่อหน้าคนอื่นในห้องซ้อมเต้นแบบนี้ก็ยังทำให้เขากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เมื่อเห็นสวี่เหวยจาวไม่สนใจเขาจนสีหน้าเขาเริ่มบึ้งตึง คนอื่น ๆ ก็รีบก้มหน้าทำเป็นไม่เห็น
จงจื้อผิงเดินออกไปด้วยสีหน้าหม่นคล้ำ เงาร่างเย้ายวนร่างหนึ่งเดินตามเขาไป
