(เรื่องนี้เป็นโลกสมมติ ไม่ต้องยึดโยงกับประวัติศาสตร์)
[ขอย้ำอีกสามครั้ง ไม่มีพระเอก ไม่มีพระเอก ไม่มีพระเอก]
ปี 1969 เมืองไห่
ภายในคฤหาสน์หรูหลังหนึ่ง
“สหายเฉิงจวินอี้ ก่อนอื่นฉันขอแสดงความเสียใจด้วยนะ” หญิงวัยห้าสิบกว่าเอ่ยขึ้นพลางมองเฉิงจวินอี้ที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
เห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยา หญิงคนนั้นจึงพูดต่อ “ฉันมาที่นี่เพื่อแจ้งให้เธอไปชนบท”
เฉิงจวินอี้เลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนหลุบลง น้ำเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้ฉันเหลืออยู่คนเดียว อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ลงชื่อไปชนบท ทำไมถึงมาแจ้งให้ฉันไปล่ะคะ?”
ได้ยินเช่นนั้น หญิงคนนั้นก็มีสีหน้าลำบากใจเช่นกัน เธอมองเฉิงจวินอี้แล้วเกลี้ยกล่อมจากใจจริง “ฉันรู้ว่ามันไม่ถูกระเบียบ แต่...เธอไปชนบทเถอะ!”
“เหตุผลล่ะคะ!” เฉิงจวินอี้มองหญิงตรงหน้า รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง อีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเธอ กลับยังแฝงความหวังดีด้วยซ้ำ
หญิงคนนั้นถอนหายใจ “ฉันจะบอกตามตรง ชื่อของเธอเป็นฉันที่แอบกรอกลงไปเอง”
เฉิงจวินอี้ประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้ หญิงคนนี้คงไม่สนิทกับเธอ อีกทั้งก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน แล้วทำไมถึงทำเช่นนี้?
เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงมองหญิงคนนั้น รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ
สีหน้าของหญิงคนนั้นเลื่อนลอยขึ้นมา เธอมองไปทางหนึ่ง ดวงตาไร้จุดโฟกัส ราวกับนึกถึงเรื่องบางอย่าง
“ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก ตอนฉันยังเล็ก ครอบครัวประสบเคราะห์ดี ได้คุณปู่ของเธอคอยช่วยเหลือครอบครัวเรา แถมยังหางานให้พ่อแม่ฉันด้วย”
เธอหันมามองเฉิงจวินอี้ “เพราะอย่างนั้น ฉันถึงปล่อยให้เธอเกิดเรื่องไม่ได้!”
เฉิงจวินอี้ถามอย่างสงสัย “ฉันจะเกิดเรื่องอะไรได้คะ?”
หญิงคนนั้นถลึงตาใส่เธออย่างเอือมระอา “เธอไม่รู้ตัวเลยหรือว่าหน้าตาตัวเองเป็นยังไง? แล้วบ้านหลังนี้อีก รู้ไหมว่ามีคนจ้องอยู่กี่คน?”
พอพูดเช่นนี้ เฉิงจวินอี้ก็ลองคิดอย่างจริงจัง ในยุคสมัยนี้ เธออยู่คนเดียวในคฤหาสน์หลังใหญ่ขนาดนี้ ก็เป็นที่สะดุดตาจริง ๆ
“มีคนคิดจะเอาบ้านหรือคะ?”
“ไม่ใช่แค่บ้านของเธอหรอก ยังหมายตาตัวเธอด้วย”
“หมายตาฉันหรือคะ? มีคนจะบังคับแต่งงานกับฉันหรือไง? ถ้าอย่างนั้นฉันก็แจ้งตำรวจได้ ส่วนบ้านหลังนี้ รัฐบาลก็ยอมรับแล้วว่าเป็นมรดกของครอบครัวเรา หรือมีคนคิดจะแย่งไปหน้าด้าน ๆ?”
หญิงคนนั้นเห็นท่าทางไม่รู้อะไรเลยของเธอแล้วก็ยิ่งกังวล แม้นโยบายจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ความคิดของผู้คนจำนวนมากก็ยังเหมือนเดิม
โดยเฉพาะพวกชอบนินทา ปากมาก และทนเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้ มีอยู่มากมายเหลือเกิน
ที่สำคัญกว่านั้นคือสถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีนัก
“ตอนนี้อาจยังบังคับแต่งงานไม่ได้ก็จริง แต่ถ้ามีคนตามรังควานเธอ แล้วใช้เล่ห์เหลี่ยมอีกสักหน่อย ต่อให้แจ้งตำรวจก็ทำลายชื่อเสียงเธอได้อยู่ดี”
“ส่วนเรื่องบ้าน ตอนนี้ที่อยู่อาศัยขาดแคลน คฤหาสน์แบบเดียวกับของเธอ ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักของเจ้าหน้าที่รัฐ และอยู่กันทั้งครอบครัว เธออยู่คนเดียวในคฤหาสน์หลังใหญ่ขนาดนี้ สะดุดตาเกินไป”
ที่สำคัญ ตอนนี้เธออยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครคอยปกป้องแล้ว!
“ฉันคิดว่าอีกไม่นานสำนักงานเขตคงส่งคนมาหาเธอ เพื่อให้ปล่อยเช่าห้องที่เหลือ ถึงตอนนั้นเธอต้องอยู่ร่วมกับคนตั้งมากมาย เธอจะยอมไหมล่ะ?”
“ต่อให้ไม่ยอม สุดท้ายก็ถูกบังคับให้ปล่อยเช่าอยู่ดี แม้คุณปู่จะบริจาคทรัพย์สินไปมาก แต่คนอื่นในครอบครัวเธอลักลอบหนีออกนอกประเทศกันหมด นั่นถือเป็นการทรยศชาติ เป็นมลทินร้ายแรง
มีคนมากมายวางแผนเล่นงานเธออย่างแยบยล เธอคิดว่าถ้าอยู่ในเมืองจะใช้ชีวิตอย่างสงบได้หรือ? ยิ่งตอนนี้คุณปู่ไม่อยู่แล้ว เธออยู่คนเดียว อันตรายเกินไปจริง ๆ”
เฉิงจวินอี้ขมวดคิ้ว เรื่องนี้ยุ่งยากจริง ๆ
“มีทางเดียวคือต้องไปชนบทหรือคะ?”
หญิงคนนั้นพยักหน้า “ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อยแล้ว ที่ที่เธอจะไปอยู่ในมณฑลจี๋ เป็นชุมชนเป้าซาน ที่นั่นไม่ยากจน อากาศก็ไม่เลว
อีกอย่าง เธอไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย หลังเธอไปแล้วฉันจะปล่อยเช่าคฤหาสน์ จากนั้นจะส่งค่าเช่าให้ทุกเดือน เงินค่าเช่านี้พอให้เธอใช้ชีวิตได้ ส่วนตอนอยู่ชนบทก็ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อเก็บแต้มแรงงาน หาอะไรเบา ๆ ทำก็พอ”
เฉิงจวินอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้เหมือนกัน แค่เปลี่ยนที่อยู่เท่านั้น ส่วนเรื่องเงินยิ่งไม่ต้องกังวล เพราะเธอรู้ว่าคลังสมบัติของตระกูลเฉิงอยู่ที่ไหน
ที่ทำให้เธอประหลาดใจกว่านั้นคือมณฑลจี๋ ในความทรงจำ มีคลังสมบัติแห่งหนึ่งอยู่ที่นั่นพอดี
หลังจากร่างเดิมอายุสิบขวบ คุณปู่ก็พาเธอไปยังสถานที่ซ่อนสมบัติสามแห่ง
ทั้งยังกำชับร่างเดิมว่า “ของพวกนี้เป็นของเจ้า อย่าเอาไปให้ลูกหลานอกตัญญูพวกนั้น”
ในเมื่อยกให้เจ้าของร่างเดิม ตอนนี้เธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว สมบัตินั่นย่อมเป็นของเธอ การเก็บสมบัติไปสำหรับเฉิงจวินอี้ที่ทะลุมิติมาจึงสะดวกมาก เพราะเธอมีมิติส่วนตัว
เธอมองหญิงคนนั้น “ได้ค่ะ ฉันตกลงไปชนบท แล้วจะออกเดินทางเมื่อไหร่คะ?”
พอได้ยินว่าเธอยินยอม หญิงคนนั้นก็ยิ้มอย่างโล่งใจ “เหลือเวลาอีกเจ็ดวัน ช่วงนี้จัดการข้าวของในบ้านให้เรียบร้อย จะได้ไม่ถูกคนเช่าทำเสียหาย”
เฉิงจวินอี้พยักหน้า ตอนเดินไปส่งอีกฝ่ายที่ประตู เธอก็ถามขึ้น “พี่สาวแซ่อะไรคะ?”
หญิงคนนั้นยิ้มพลางเอ่ยแก้ “ต้องเรียกป้าสิ ฉันชื่อหลิวต้าเถา”
เฉิงจวินอี้ยิ้มอย่างอ่อนโยน “คุณป้าหลิว หลังจากนี้คงต้องรบกวนช่วยดูแลเรื่องปล่อยเช่าบ้านด้วยนะคะ”
หลิวต้าเถาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ลำบากหรอก นี่เป็นสิ่งที่ฉันควรทำอยู่แล้ว”
เป็นสิ่งที่เธอควรทำจริง ๆ เพราะเธอเป็นคนรับใช้ในบ้านที่คุณปู่จัดไว้ให้เฉิงจวินอี้โดยเฉพาะ เพียงแต่คุณปู่ห้ามไม่ให้เปิดเผยเรื่องนี้ และไม่ให้เข้าไปยุ่งเรื่องของเธอมากเกินไป เพียงกำชับให้ส่งเธอไปชนบท หากมีเรื่องอะไรก็คอยช่วยเหลืออยู่เงียบ ๆ
หลังส่งหลิวต้าเถากลับไป เฉิงจวินอี้ก็กลับเข้าห้อง ล้มตัวลงบนเตียง เธอคิดถึงพ่อกับแม่
เธอไม่ใช่คนของที่นี่ แต่เป็นคนจากอีกโลกหนึ่ง โลกใบนั้นถูกวันสิ้นโลกทำลายล้าง หลังวันสิ้นโลกสิ้นสุดลง พลังวิญญาณก็ฟื้นคืน กลายเป็นโลกใหม่ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
ส่วนเธอเกิดหลังวันสิ้นโลกสิ้นสุดลง
พ่อแม่ของเธอเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่รอดชีวิตจากวันสิ้นโลกมายี่สิบปี ทั้งคู่ให้กำเนิดเธอในปีที่สองหลังพลังวิญญาณฟื้นคืน ตอนนั้นพวกเขาอายุกว่าสี่สิบปีแล้ว
เมื่อพลังวิญญาณฟื้นคืน ทุกคนต่างฝึกฝนบำเพ็ญได้ เธอเองก็เช่นกัน แถมพรสวรรค์ยังดีมาก อายุสิบแปดปีก็เก่งกว่าพ่อแม่แล้ว อายุสามสิบปีก็บรรลุขั้นสร้างฐาน อายุห้าสิบหกปีบรรลุขั้นแก่นทอง เส้นทางเซียนสดใสไร้อุปสรรค
ใครจะคิดว่าการออกสำรวจดินแดนลี้ลับครั้งหนึ่งจะพาเธอมาที่นี่โดยไม่มีสัญญาณเตือน ตอนนั้นเธออายุห้าสิบเก้าปี
เปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต เธอไม่ถือสา แค่ไม่มีพ่อแม่อยู่ข้างกาย เธอจึงคิดถึงพวกท่านมาก
เธอลุกขึ้นนั่งหน้าโต๊ะหนังสือ หมุนปากกาเล่นพลางเริ่มเรียบเรียงความทรงจำที่ได้รับมา
ตระกูลเฉิงเป็นตระกูลใหญ่รุ่งเรืองมานานกว่าสามร้อยปี ทรัพย์สินที่สะสมมามีมากมายจนประเมินค่าไม่ได้ ในยุคสงคราม คุณปู่บริจาคทรัพย์สินไปมากมายเพื่อสนับสนุนการต่อต้านสงคราม ทรัพย์สินของครอบครัวลดลงอย่างมาก คนในบ้านจำนวนไม่น้อยไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรคุณปู่ไม่ได้
ต่อมาเมื่อประเทศได้รับการปลดปล่อย นโยบายที่มีต่อพวกนายทุนและเจ้าของที่ดินก็ไม่เป็นมิตรนัก
ลูกหลานตระกูลเฉิงวิตกกังวล พากันเกลี้ยกล่อมคุณปู่ให้ไปฮ่องกง แต่คุณปู่ไม่ยอม ในภายหลังพวกเขาจึงปิดบังคุณปู่ แล้วขนทรัพย์สมบัติจำนวนมากหนีไป
เหลือเพียงเฉิงจวินอี้วัยสองขวบกับคุณปู่
เฉิงจวินอี้เจ้าของร่างเดิมเป็นลูกนอกสมรส เป็นผลจากความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนของเฉิงป๋อเหวิน ลูกชายคนที่สองของคุณปู่
แม่ของเธอชื่อไป๋หลิง เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดาคนหนึ่ง ตอนนั้นยังเด็กและไม่รู้ประสีประสา ใฝ่ฝันถึงเรื่องเจ้าชายขี่ม้าขาว เฉิงป๋อเหวินมีคำว่า “บุ๋น” อยู่ในชื่อ แต่รูปลักษณ์ไม่ได้ดูเป็นคนอ่อนแอแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขาหน้าตาหล่อเหลา มาดเข้ม และมีความเป็นชายเต็มเปี่ยม
ไป๋หลิงถูกคำหวานไม่กี่ประโยคของเขาหลอกจนหลงเชื่อ พอตั้งครรภ์ก็หวาดกลัว และตาสว่างจากคำหวานของเฉิงป๋อเหวิน
เธอไปหาตระกูลเฉิง ไม่ใช่เพราะหวังจะเรียกร้องอะไร แต่เพราะปีนั้นเพิ่งประกาศใช้กฎหมายใหม่ กำหนดให้มีคู่สมรสได้เพียงคนเดียว
ดังนั้นที่เธอไปหาตระกูลเฉิง ก็เพียงหวังจะจัดการเรื่องเด็กในท้องอย่างเงียบ ๆ
เฉิงป๋อเหวินมีประวัติรักสำราญมากมาย เมื่อภรรยาของเขา เจียงม่าน รู้ว่าไป๋หลิงมาหาถึงบ้าน เธอก็ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย เพียงถามเรียบ ๆ ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
เมื่อรู้เจตนาของไป๋หลิง เธอก็ยอมรับนับถืออีกฝ่ายขึ้นมาบ้าง และตกลงช่วยจัดการเรื่องเด็กในท้องให้
