ฟู่เสี่ยวหย่าโกรธแค้นถึงขีดสุด!
“จัดการมันเลย ตีให้ตายไปเลย!”
หมัดและเท้ากระหน่ำลงมาดั่งสายฝน ฉันกลับไม่รู้สึกเจ็บปวด มีแต่ความรู้สึกปลดปล่อยและเป็นอิสระ
ชีวิตห่วยแตกนี่ จบเสียทีเถอะ!
ในที่สุด ตรงหน้าก็มืดดับ ฉันสลบไป
เมื่อฟื้นขึ้นมา กำลังนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล
แสงแดดอบอุ่นส่องลอดหน้าต่างกระจกเข้ามา ทุกอย่างในห้องสว่างจ้า มองเห็นรายละเอียดชัดเจน
นาฬิกาควอตซ์บนผนังแสดงวันที่ เป็นช่วงสายของวันถัดไป
ย้อนนึกถึงภาพเมื่อคืน มันช่างเหมือนฝันร้าย
แต่ความเจ็บปวดที่แล่นจากร่างกลับบอกฉันว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงแล้ว
ฟู่เสี่ยวหย่าพาเด็กแว๊นมาตีอวี๋ชิ่งม่าน
แล้วยังทำร้ายฉันจนเข้าโรงพยาบาล
นางบ้าอหังการนัก ถึงขั้นบ้าคลั่งไร้สติ!
ตอนนั้น พยาบาลสาวชุดกาวน์ขาวคนหนึ่งเข้ามาเปลี่ยนน้ำเกลือ ฉันรีบถามอาการ
พยาบาลสาวบอกว่าฉันสมองกระทบกระเทือนเล็กน้อย เนื้อเยื่ออ่อนฟกช้ำหลายจุด ร่างกายไม่มีอะไรน่าห่วง บ่ายนี้ก็กลับบ้านได้
ฉันถามต่อไป
“ใครส่งฉันมาโรงพยาบาล?”
พยาบาลสาวเปิดสมุดเล่มเล็กที่ห้อยหัวเตียงดู แล้วพูดว่า “หล่อนชื่อฟู่เสี่ยวหย่า ลงว่าเป็นญาติของคุณ อ้อ ค่ารักษาก็หล่อนจ่ายด้วย ไม่ถึงพัน”
ทำไมถึงเป็นฟู่เสี่ยวหย่า?
ใจฉันบีบรัดไม่คลาย กลับอยากให้เป็นคนแปลกหน้าสัญจรที่ยื่นมือช่วยเหลือ
หล่อนคงกลัวฉันตายแล้วต้องมีคดีความ เลยจำต้องส่งโรงพยาบาล
คนชั่วยังไงก็ไม่มีวันยกโทษให้ได้
“มีใครมาเยี่ยมผมบ้าง?”
“เมื่อคืนเพื่อนร่วมงานฉันเข้าเวร เขาบอกว่าไม่มีใครมา”
พยาบาลสาวส่ายหัว ก่อนเอ่ยต่อ
“เมื่อเช้ามีคนจากโรงพักมาสองคน สอบถามเรื่องของคุณ จดบันทึกเสร็จก็ไป”
มีคนจากโรงพักมา ก็แสดงว่ามีคนแจ้งความแล้ว
จู่ ๆ ฉันก็เริ่มเป็นห่วงฟู่เสี่ยวหย่า หล่อนจะถูกจับไหม?
แล้วก็ด่าตัวเองในใจว่าชั่วร้ายนัก
ชีวิตของฟู่เสี่ยวหย่าจะเป็นตายร้ายดีก็ไม่เกี่ยวกับฉัน หล่อนสมควรรับผลแห่งกรรม
เที่ยงวัน ฉันออกจากโรงพยาบาลอำเภอ นั่งแท็กซี่กลับบ้าน ร่างกายยังปวดระบมไปทั้งตัว ปวดศีรษะไม่หาย
สวีลี่เห็นฉันกลับมา มีสีหน้าเย็นชา แถมยังเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างแรง
“เสี่ยวเหยียน เมื่อคืนทำไมไม่กลับบ้าน? เห็นพ่อแกไปทำงานต่างถิ่น คิดว่าไม่มีใครคุมแล้วรึไง?”
“ผม...”
ฉันอ้ำอึ้ง ไม่รู้ควรบอกเรื่องราวกับสวีลี่ไหม หล่อนคงซ้ำเติมสมใจแน่นอน!
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์สวีลี่ดัง หล่อนรับสาย อือออสองสามคำ สีหน้าก็พลันหม่นหมองเต็มทน สายตาที่มองมาทางฉันเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
วางสายแล้ว หล่อนคว้ากระเป๋าแล้วเดินไป
“เรื่องอะไร?” ฉันพลั้งปากถาม
“เฮอะ ได้บุญคุณแกนะ เสี่ยวหย่าถูกคุมตัว”
สวีลี่เตะเก้าอี้ข้างตัวล้มอย่างหัวเสีย กระแทกประตูออกไป
ฉันโดนตีจนเข้าโรงพยาบาล ยังจะกลายเป็นความผิดฉันได้?
นี่ยังมีเหตุผลอยู่ไหม?
อารมณ์งุ่นง่านจึงหาอะไรกินง่าย ๆ แล้วไปโรงเรียน
ฉันเป็นห่วงอวี๋ชิ่งม่านยิ่งกว่า
หล่อนต้องมาโดนตีเพราะฉัน หายนะไร้ฟ้าฝน
พอคิดถึงท่าทางร้องไห้ของหล่อนเมื่อคืนนี้ ใจฉันก็เจ็บรวดร้าว
ตรงมุมหนึ่งของห้องเรียน ฉันเห็นอวี๋ชิ่งม่าน
หล่อนสวมหน้ากากอนามัย มีท่าทางอิดโรย ผมยาวสยายปรกลงมาปิดครึ่งหน้า
เมื่อเห็นฉันเดินมา อวี๋ชิ่งม่านรีบเบือนสายตาไปอีกทาง ฉันเห็นหยาดน้ำตาคลอเต็มดวงตาหล่อน
“ขอโทษนะ!”
ฉันยืนกรานนั่งลงข้างหล่อน อยากเช็ดน้ำตาให้หล่อนเหลือเกิน
“โจวเหยียน ต่อจากนี้เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว”
คำพูดของอวี๋ชิ่งม่านยิ่งทำให้ใจฉันปวดร้าว ฉันนึกเกลียดฟู่เสี่ยวหย่าแรงกล้ายิ่งนัก หล่อนมีสิทธิ์อะไรมาตีคน แล้วยังทำให้ฉันเสียหญิงสาวข้างกายไป
“เมื่อคืนพ่อฉันเห็นฉันถูกตี ก็แจ้งความทันที เพื่อนร่วมรุ่นพ่อเป็นหัวหน้าโรงพัก พี่แกกับพวกมันจบเห่แน่!”
อวี๋ชิ่งม่านทิ้งคำรุนแรงด้วยความโกรธ แล้วลุกเดินหนีไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังเย็นชา
“โจวเหยียน จีบสาวนี่ต้องมีของขวัญหน่อยมั้ย?”
“ฮ่า ๆ ดอกไม้ประจำห้องไม่ใช่จะจีบติดง่าย ๆ นะ ควักกระเป๋าดูก่อนค่อยลงมือ”
“สายน้ำมีใจ แต่กลีบดอกไม่คิด!”
……
เสียงเยาะเย้ยของเพื่อนร่วมชั้น ฉันทำหูทวนลม ก้มหน้ากลับที่นั่งของตัวเอง
ตลอดบ่าย จิตใจล่องลอย ราวกับวิญญาณออกจากร่าง
อาการปวดศีรษะที่เกิดเป็นระลอก ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกวิงเวียนบ่อยครั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลับบ้านได้ยังไง
พ่อฉันกลับมาจากทำงานต่างถิ่นแล้ว
แม่เลี้ยงสวีลี่ก็อยู่ด้วย
สีหน้าทั้งคู่ดูไม่ดีนัก เหมือนเพิ่งผ่านการทะเลาะรุนแรงมา
“เสี่ยวเหยียน แม่ยอมรับว่าเอาใจใส่ลูกไม่พอ แต่ก็ซักผ้าทำกับข้าวให้หลายปี ถึงไม่มีผลงานก็มีน้ำพักน้ำแรง ลูกปล่อยเสี่ยวหย่าไปเถอะนะ!”
สวีลี่อ้อนวอน มีท่าทางน่าสงสาร น้ำตาคลอสองสาย
“ใช่แล้ว เป็นคนจะเนรคุณไม่ได้”
พ่อฉันทนเห็นสวีลี่ร้องไห้ไม่ได้สักนิด จึงพลอยคล้อยตาม แล้วมองเขม็งมาที่ฉันด้วยความไม่พอใจอย่างแรง
เหมือนถ้าฉันไม่ยอมเห็นด้วย มันก็เป็นความผิดของฉันทั้งหมด
ถึงขีดสุดที่ฉันทนไม่ไหว จึงโต้เถียงเสียงดัง
“หล่อนพาพวกมาตีผมเข้าโรงพยาบาล ฟกช้ำทั้งตัว สมองกระเทือน สลบคืนหนึ่ง แค่คุมตัวไม่กี่วันยังไม่สมควรอีกหรือ?”
ทั้งสองคนชะงักไปพักหนึ่ง คล้ายฟังไม่เข้าใจที่ฉันพูด
“ลูกลองนั่งลง พ่อจะเล่าให้ลูกฟัง”
พ่อชี้ม้านั่งข้างหน้า ฉันจึงนั่งขาชิดลงบนนั้น ราวกับเด็กประถมขี้อาย
เขาจุดบุหรี่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหม่นหมองถึงเรื่องหนึ่งที่ทำฉันตะลึง
เมื่อคืนหลังเที่ยงคืน ฟู่เสี่ยวหย่ากับพวกอีกสามคนก็ถูกตำรวจโรงพักตามตัวพบ และพาตัวไปต่อหน้าพวกเด็กแว๊นทั้งหลาย
คืนนั้นเอง โรงพักยังจับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง รู้จักกันในสังคมว่าเถียนเกอ เป็นผู้จัดหาผู้หญิงขึ้นบ้านให้บริการนวด แสวงหากำไรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พอเข้าโรงพัก เถียนเกอถูกขู่กรรโชกไม่น้อย ทนไม่ไหวเลยรับสารภาพถึงเครือข่ายสมาชิกจัดการ ซึ่งก็มีฟู่เสี่ยวหย่าอยู่ด้วย
สวีลี่รู้เรื่องเข้า ก็ลนลานไร้ทางออก รีบเรียกพ่อฉันจากต่างถิ่นกลับมา
ตลอดบ่าย พ่อฉันวิ่งหาเส้นสายไปทั่ว ใช้หน้ายิ้มเข้าแลก ส่งเงินส่งบุหรี่ ถึงได้รู้เรื่องทั้งหมด
ฟู่เสี่ยวหย่ายอมรับว่าทำร้ายคน แต่ยืนกรานไม่ยอมรับว่ามีเรื่องขึ้นบ้านให้บริการนวดแบบนั้น
หลักฐานเดียวที่โรงพักถืออยู่ ก็คือเรื่องที่โรงแรมเซี่ยงหยางในครั้งนั้น
ราคาแปดร้อย ขึ้นบ้านบริการ
ฟู่เสี่ยวหย่ามีอารมณ์พลุ่งพล่าน ยืนยันว่าเพราะน้องชายโมโหแยกตัวออกจากบ้าน หล่อนแค่ไปหาคนที่นั่น
ถึงไม่มีสายเลือด แต่ก็ไม่มีทางทำเรื่องอย่างนั้นกับน้องชายเด็ดขาด มันน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าการกระทำของสัตว์เดรัจฉานอีก
“แกนี่มันโตเป็นหนุ่มแล้วจริง ๆ เรื่องน่าอายแบบนี้ถึงได้ทำลง”
พ่อจ้องฉันด้วยสายตารังเกียจอย่างมาก ก่อนถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกแกถึงขั้นนั้นกันหรือเปล่า?”
“ไม่!”
ฉันปฏิเสธลนลาน แต่ในสายตาสวีลี่กลับเห็นเป็นการโกหกยิ่งกว่า
“เสี่ยวเหยียน แม่ขอร้องลูกละ ต้องไม่ยอมรับเรื่องคืนนั้นเด็ดขาดนะ ผู้หญิงถ้ามีประวัติแบบนี้ติดตัว ต่อไปก็เงยหน้าไม่ได้อีก”
สวีลี่อ้อนวอนทั้งน้ำตา
ในสายตาหล่อน ตีกันชกต่อยเป็นเรื่องเล็ก แต่เรื่องอย่างว่าหากัน กลับเป็นมลทินที่ล้างไม่ออก
ในตอนนี้ ใจฉันทั้งเจ็บปวดทั้งขัดแย้ง
ฉันเกลียดฟู่เสี่ยวหย่า อยากให้หล่อนต้องกักอยู่ในคุกชั่วชีวิต ไม่เจอหน้ากันอีกเลย
แต่ลึก ๆ ในใจ กลับไม่อยากให้เรื่องใหญ่แบบนี้เกิดกับหล่อน
ในสมองฉันมีภาพคืนนั้นที่ฉันนั่งซ้อนท้ายจักรยานฟู่เสี่ยวหย่าปรากฏซ้ำไปมาโดยไม่สามารถควบคุมได้
สายลมยามค่ำพัดพาผมยาวของหล่อน ปลิวมากระทบหน้าฉันรู้สึกคันยิบ
เอวของหล่อน บอบบางอ่อนนุ่ม
พ่อเห็นฉันไม่พูด ก็โกรธขึ้นมา
เขายกมือตบหน้าฉันฉาดหนึ่ง พลางด่า “ไอ้ลูกกระต่ายน้อย ถ้าแกกล้ายัดพี่สาวแกเข้าคุก แกก็ไม่ต้องไปเรียนแล้ว ไม่ก็ไสหัวไปให้พ้นจากบ้าน จะม้วยที่ไหนก็ไป!”