ฟู่เสี่ยวหย่าจะเชื่อได้อย่างไร นางลุกขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วเดินเซออกจากบ้านไป
ขณะนั้น ข้างนอกฝนกำลังโปรยปราย ท้องฟ้าหม่นแสง
ฟู่เสี่ยวหย่าหายลับไปในสายฝนพรำ ๆ อย่างโดดเดี่ยวเช่นนี้ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
จิตใจข้านั้นย่ำแย่ถึงขีดสุด ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเนิ่นนาน รู้สึกอยากจะร้องไห้
นึกถึงแววตาอันเปี่ยมด้วยความแค้นของฟู่เสี่ยวหย่าเมื่อครู่
ท่ามกลางสายลมหนาว ข้าอดสั่นสะท้านไม่ได้
……
ฟู่เสี่ยวหย่า ไม่ยอมกลับบ้านอีกเลย
นางไม่ได้จากเมืองนี้ไป แต่ไปทำงานอยู่ในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง แต่งตัวยิ่งยั่วยวนกว่าเดิม เหล่าเด็กแว้นที่ห้อมล้อมก็มีมากขึ้น
พ่อข้ากับสวีลี่ต่างเคยไปหานาง เกลี้ยกล่อมให้นางกลับมา
สวีลี่ยอมอ่อนข้อ เอ่ยปากขอโทษ อ้อนวอน ตบหน้าตัวเอง กระทั่ง…คุกเข่า
แต่ด้วยนิสัยดื้อรั้นของนาง จึงโวยวายเอะอะใหญ่ ไม่ยอมกลับบ้านเด็ดขาด
นางบรรลุนิติภาวะแล้ว!
สามารถมีทางเลือกของตนเอง พ่อแม่ทำทุกวิถีทางก็ไร้ผล จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
ข้าอยากไปหาฟู่เสี่ยวหย่า อธิบายให้กระจ่างนัก ว่าไม่ใช่ข้าที่ไปฟ้อง แต่มันไม่มีความกล้าพอ
ร้านคาราโอเกะนั้นคละเคล้าด้วยมังกรและปลา พวกพี่ใหญ่ในสังคมมากหน้าหลายตาเข้าออก
ข้ากลัวว่าถ้าไปจะถูกซ้อม อีกทั้งกลัวจะพลั้งหลงทางเข้าไปข้างใน
ในบ้านไร้ซึ่งฟู่เสี่ยวหย่า ก็ยิ่งอึมครึมลงกว่าเดิม
พ่อแม่ที่รู้สึกถึงแรงกดดันจากชีวิต ต่างฝ่ายต่างพูดกันน้อยลงทุกที ยิ่งไม่เหลียวแลข้า บรรยากาศเช่นนี้ชวนให้หายใจไม่ออก อยากหนีไปให้พ้น
บางครั้งข้าก็คิดถึงฟู่เสี่ยวหย่า
คิดถึงรอยยิ้มของนาง คิดถึงเสียงของนาง คิดถึงท่าทางเท้าสะเอวอวดดีของนาง
คิดถึงนางที่โอบกอดข้ามาจากข้างหลัง คิดไปถึงตอนที่ข้าโอบเอวนางจากด้านหลัง
ข้ายังก้าวเข้าไปในห้องของนาง เพ่งมองเตียงที่นางเคยนอน เปิดตู้เสื้อผ้า มองดูเสื้อผ้าที่หลงเหลืออยู่ข้างใน ดวงตาก็พลันรู้สึกร้อนผ่าว
ทุกครั้งยามนั้น ก็จะด่าตัวเองในใจว่าช่างต่ำทรามนัก
นาง ไม่ใช่พี่สาวแท้ ๆ เสียหน่อย
เป็นเพียงผู้สัญจรผ่านในชีวิตข้า เด็กสาวคนหนึ่งที่เคยรังแกข้าตามอำเภอใจ
ข้าไม่อยากกลับบ้าน ทุกครั้งหลังเลิกเรียน มักจะค่อย ๆ จากไปตอนที่โรงเรียนใกล้จะปิดไฟแล้ว
ตราบจนวันนี้ มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาหาข้า
นางชื่ออวี๋ชิ่งม่าน เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับข้า แล้วก็เป็นนักเรียนหัวกะทิด้วย
อวี๋ชิ่งม่านสูงเพียงหนึ่งเมตรหกต้น ๆ รูปร่างไม่นับว่าสูง ทว่างดงามยิ่งนัก แววตาใสซื่อ ผิวพรรณขาวนวลเนียน มีผมตรงดำเงางามอย่างนั้นเสมอ สะอาดหมดจด
เด็กหนุ่มที่ชื่นชอบนางมีไม่น้อย อีกทั้งยังมีคนแอบส่งจดหมายรักให้
แต่กลับไม่เคยได้ยินข่าวว่านางคบหาใคร
ยามนี้ อวี๋ชิ่งม่านนั่งอยู่ตรงข้ามข้า มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มละมุนชวนหลงใหล
“โจวเหยียน นายว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนหรือ”
ข้าส่ายหน้าเบา ๆ ตอบว่า “ยังคิดไม่ออกเลย”
“เราสอบเข้ามหาวิทยาลัยผิงชวนด้วยกันเถอะ!” อวี๋ชิ่งม่านแนะนำพลางยิ้มจนตางุ้ม “ถึงเวลานั้น เรายังคอยดูแลกันได้ อยู่ต่างถิ่นก็ไม่เหงา”
ข้าชะงักไป จู่ ๆ หัวใจก็เต้นระรัว ใบหน้าทั้งหมดแดงก่ำ
นาง นี่กำลังสารภาพรักกับข้าหรือ
เด็กหนุ่มขี้อายและเก็บตัวอย่างข้า จะมีใครมาชอบหรือ
เห็นข้าทำหน้าตาตะลึงงัน อวี๋ชิ่งม่านก็ยิ่งยิ้มมากขึ้น มือน้อย ๆ ปัดปอยผมที่ร่วงหล่นลงข้างแก้มเบา ๆ เอ่ยถามว่า “โจวเหยียน นายยังจำคาบเรียนพละตอน ม.ปลายปีที่แล้วได้ไหม”
ข้าพยักหน้าอย่างแรง จำได้แน่นอน
วันนั้นอวี๋ชิ่งม่านใส่กางเกงกีฬาสีขาว ด้านหลังปรากฏรอยแดงขึ้นมา จู่ ๆ ประจำเดือนก็มา
ข้าไม่อยากให้นางถูกเพื่อนร่วมชั้นล้อ จึงรีบถอดเสื้อนอกยื่นให้นางคลุมไว้ ตัวเองก็เหลือแต่เสื้อกล้าม
ส่วนนางก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย รีบกล่าวขอบคุณแล้ววิ่งหนีไป
“ตั้งแต่ตอนนั้น ฉันก็รู้สึกว่าเธอเป็นคนดี จิตใจดี หล่อเหลา แถมยังมีน้ำใจ แล้วก็มักจะวาดฝันว่าจะได้ไปรับน้องที่มหาวิทยาลัยด้วยกัน แต่บางครั้ง เธอก็เงียบขรึมราวกับต้นไม้ต้นหนึ่ง ทำให้คนเราอยากค้นหาว่าในใจของเธอ ซ่อนความลับอะไรกันแน่”
เสียงแผ่วเบาของอวี๋ชิ่งม่าน ราวกับสายฝนพรำโปรยลงบนแผ่นดินใจของข้า
ต้นอ่อนแห่งความรักเริ่มผลิดอกออกมา
“อันที่จริงฉัน มันธรรมดากว่าหญ้าสักใบด้วยซ้ำ” ข้าพึมพำ
“สวัสดี หนุ่มหล่อประจำโรงเรียน!”
อวี๋ชิ่งม่านยิ้มสดใส พลางยื่นมือน้อย ๆ ขาวนวลมาให้
นิ้วข้างอสั่นงอไปมาอยู่หลายครา สุดท้ายก็ยื่นไปอย่างกล้าหาญ จับกับของนางเบา ๆ
สัมผัสนุ่มนวลและอบอุ่นนั้น ถ่ายทอดมาทำให้ใจอันหนาวเหน็บของข้าเริ่มอบอุ่นขึ้น เนิ่นนานทีเดียวข้าจึงปล่อยมืออย่างอาลัยอาวรณ์
“เดินไปส่งฉันบ้านได้ไหม” อวี๋ชิ่งม่านเอียงศีรษะถามพลางยิ้ม
“ได้!”
ข้ารีบลุกขึ้น
ค่ำคืนนั้น สายลมอ่อนโยนไร้เมฆหมอก แสงไฟริบหรี่
เราเดินเคียงบ่าเคียงไหล่บนถนน ไฟถนนทอดเงาสองสายยาวเหยียด บางครั้งก็ผสานรวม บางครั้งก็แยกจากกัน
ฐานะทางบ้านของอวี๋ชิ่งม่านนั้นธรรมดามาก
พ่อแม่ต่างเป็นพนักงานโรงงานรัฐ อาศัยอยู่ห้องชุดสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นที่ชั้นหกของย่านชุมชนเก่า นางพูดติดตลกว่า ทุกครั้งกลับบ้านต้องปีนตึก ร่างกายก็เลยแข็งแรงดี
ในบ้านมีเพียงนางลูกสาวคนเดียว พ่อแม่รักใคร่กลมเกลียวกันมาโดยตลอด ดูแลนางอย่างดีรอบด้าน
ฐานะทางบ้านข้าดีกว่านาง ตั้งแต่เด็กก็อยู่ตึกตะวันตก
ทว่าครอบครัวข้าที่ผ่านการหย่าร้างและรวมใหม่นั้น แหลกสลายไปแล้ว เต็มไปด้วยเรื่องจุกจิก ไม่อาจรู้สึกถึงอุณหภูมิของความรักในครอบครัวได้อีก
เพราะเช่นนี้ข้าจึงอิจฉาอวี๋ชิ่งม่าน บ้านเล็กแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
ทำให้คนเราหลับตาลงได้อย่างสงบ ไม่หวั่นเกรงพายุฝน
เสียงมอเตอร์ไซค์อื้ออึงแสบแก้วดังมาจากข้างหลัง ข้าหันไปมอง ปรากฏว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ใหญ่ทันสมัยสองคัน ขับกระหึ่มมา มีคนนั่งอยู่ข้างบนสี่คน
เด็กแว้นสามคน
กับเด็กสาวผมยาวเป็นลอนหนึ่งคน
เด็กแว้นล้วนสวมเสื้อแขนสั้นลายฉูดฉาด มีผมสีแปลก ๆ บ้างก็ใส่ต่างหูเบ้อเริ่ม
ส่วนเด็กสาวคนนั้นข้าคุ้นเคยดี นั่นก็คือฟู่เสี่ยวหย่า
นางสวมเสื้อหนังสั้นกับกางเกงหนังยาว ทาอายแชโดว์เข้ม ปากแดงแจ๊ดเด่นสะดุดตา บนร่องไหปลาร้าที่เผยออกตรงหน้าอก สักรูปดอกกุหลาบที่กำลังเบ่งบาน
ฟู่เสี่ยวหย่ามองเห็นข้า แววตาเป็นประกายขึ้นทันที ราวกับพบเหยื่อ
ลางสังหรณ์ร้ายผุดขึ้นในใจข้า รีบฉุดอวี๋ชิ่งม่านมายังข้างทาง
คาดไม่ผิด มอเตอร์ไซค์สองคันเลี้ยวมาจอดขวางอยู่เบื้องหน้าทันที
ทั้งสี่กระโดดลงจากมอเตอร์ไซค์ เดินส่ายไหล่เข้ามา แล้วล้อมข้ากับอวี๋ชิ่งม่านไว้ ต่างเขย่าขาพลางยิ้มร้ายอย่างไม่หวังดี
อวี๋ชิ่งม่านกลัวจนตัวสั่น คว้าชายเสื้อข้าไว้จากด้านหลังอย่างประหม่า
ข้าปลอบนางว่าไม่ต้องกลัว แม้ในใจจริง ขาของข้าเองก็สั่นเช่นกัน
เด็กแว้นผมย้อมสีเทาควันบุหรี่คนหนึ่ง จุดบุหรี่ขึ้น แล้วพ่นควันใส่หน้าข้าตรง ๆ
เขาหันไปทางฟู่เสี่ยวหย่า ทำหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์
“เสี่ยวหย่า นี่ไม่ใช่ไอ้น้องชายซวย ๆ ของเธอหรอกเหรอ เหยด ปลาเค็มพลิกตัวเลยนะเว้ย ดันไปจีบสาวสวยซะอย่างงี้ได้”
“จ้วงเก๋อ เรื่องจีบสาวท่านน่ะเซียนเชียวนะ ถนัดนักเรื่องหักดอกเด็ดใบ”
เด็กแว้นคนหนึ่งฮ่าฮ่ากล่าวพลางประจบ
“ใช่แล้ว สาวคนนี้ต้องขอให้จ้วงเก๋อเป็นเจ้าของ พวกพี่ช่วยเช็คดูก่อนหน่อยว่าเธอบริสุทธิ์ไหม”
เด็กแว้นอีกคนเอ่ยพลางจะเข้าไปลวนลามอวี๋ชิ่งม่าน
ข้ารีบขยับตัว ดวงตาแดงก่ำ ปกป้องอวี๋ชิ่งม่านที่อยู่ด้านหลังอย่างสุดตัว
“เอาไอ้น้องชายสุดที่รักของฉันลากออกไปก่อน ให้老娘จัดการอีนังตัวดีนี่เอง”
ฟู่เสี่ยวหย่าสั่งเสียงดัง น้ำเสียงนั้น ราวกับเป็นหัวหน้าใหญ่
“พี่…”
ข้าพ่นออกมาได้แค่คำเดียว ก็ถูกเด็กแว้นสามคนกระชากแขน รั้งคอเสื้อลากไปอีกด้าน ต่อให้ยื้อยุดดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้น
เพียะ!
ฟู่เสี่ยวหย่าตบไปที่อวี๋ชิ่งม่าน หนึ่งฉาดใหญ่ ฝ่ามือนั้นฟาดจนมุมปากนางแตกเป็นเลือด ร้องไห้ออกมาทันที
“อีนังแพศยา ยังกล้ามายั่วยั่วน้องชายฉันอีกหรือ มองดูหน้าตาตัวเองบ้างสิว่าสภาพเหมือนผักเน่า ๆ น่ะ จากนี้ไปจำใส่กระโหลกไว้ อยู่ห่างน้องชายฉันไปไกล ๆ ไม่อย่างนั้น老娘พบเธอทีก็จะตบที”
ฟู่เสี่ยวหย่าด่าทอพลางตบไปอีกหลายฉาดใหญ่
อวี๋ชิ่งม่านกุมหน้าไว้อย่างเจ็บปวด ร่างทั้งร่างกระตุกพลางนั่งยอง ๆ ลง
ข้ารู้สึกว่าฝ่ามือไม่กี่ฉาดนี้ ท้าทารุณกว่าที่ตบบนใบหน้าข้าเป็นร้อยเท่า ไม่ พันเท่าหมื่นเท่า
ชั่วขณะนั้นใจเจ็บปวดราวกับไม่อาจหายใจ เพลิงโทสะแผดเผาจนร้อนวูบวาบไปหมด
ฟู่เสี่ยวหย่าจงใจหาเรื่อง นางทำลายรักแรกอันงดงามของข้า
ข้าเกลียดนาง!
ความเกลียดชังนี้จะฝังลึกลงในกระดูก
“ฟู่เสี่ยวหย่า อย่าทำร้ายเธอ เข้ามาตบฉันเลย ถ้ามึงแน่ก็ตบฉันให้ตายตรงนี้!”
ข้าแผดเสียงคำรามอย่างเดือดดาล ในที่สุดก็ดีดดิ้นหลุดจากการควบคุม วิ่งไปข้างหน้า
กลับถูกเด็กแว้นเสี่ยวจ้วงเตะกลางหลังจนลอยละลิ่ว
ข้าซวนเซ ล้มคว่ำลงกับพื้น
“ไสหัวไป!”
ฟู่เสี่ยวหย่าตวาดเย็นชาเพียงคำเดียว อวี๋ชิ่งม่านรีบลุกขึ้น ร้องไห้พลางวิ่งหนีไปไกล
ฟู่เสี่ยวหย่าสวมรองเท้าส้นสูง เกิดเสียงดัง แก็ก ๆ แล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้ข้า
นางกอดอก มองลงมาจากเบื้องบนอย่างข่มขวัญ
“ตั้งใจเรียนน่ะ เป็นทางออกเดียวของแก”
ฟู่เสี่ยวหย่าดูเหมือนจะพูดด้วยความหวังดี แต่สำหรับข้า กลับยิ่งเหมือนเล่นละครเสแสร้ง
ยามนี้ข้า จะเหลือเหตุผลอะไรอีก กัดฟันกรอดด่ากราดว่า “ไสหัวไปไกล ๆ มึงไม่ใช่พี่สาวข้า มึงมันอีนางแพศยาขายตัว”