ตอนที่เฉียวเจาเดินทางถึงตึกบริษัทตระกูลเฉิน ท่านพ่อเฉินกำลังประชุมอยู่ ยี่สิบนาทีให้หลัง ประตูห้องรับรองจึงถูกผลักออก
เธอลุกขึ้นยืน พยักหน้าเล็กน้อย “คุณอา”
ท่านพ่อเฉินสวมสูทสีเข้ม ดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอาการ ได้ยินเธอเรียก “คุณอา” ชะงักไปเล็กน้อยขณะนั่งลง แววตาฉายความสงสัย
ตอนแต่งงานเขาไม่ยอมรับสะใภ้คนนี้ ไม่ยอมให้เธอเรียก “พ่อ”
แต่ว่าเฉียวเจากลับยิ้มอ่อนอย่างสง่าอยู่เสมอ จะเรียกอย่างไรก็เรียก ไม่เข้าใจว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น
เห็นข้อตกลงหย่าที่เธอยื่นให้ ท่านพ่อเฉินจึงแววตาเต็มไปด้วยความเข้าใจ “คิดได้ยังไง”
เฉียวเจอแววตาสงบนิ่ง “บางเรื่อง เวลาจะช่วยให้คิดได้”
ท่านพ่อเฉินพลิกดูเอกสาร ก่อนแต่งงานเขาลับหลังเสิ่นมั่วเหยียนบังคับให้เธอเซ็นสัญญาฉบับหนึ่ง เธอจึงทำได้แค่ออกจากบ้านตัวเปล่า ไม่มีอะไรให้พูดมาก พอเห็นใบมอบอำนาจ เขาก็อึ้งไป “มั่วเหยียนไม่รู้เรื่องเหรอ”
“อืม”
ท่านพ่อเฉินเป็นคนที่เข้าใจอะไรทะลุปรุโปร่งเพียงใด เฉียวเจาไม่ได้ปิดบัง
แววตาท่านพ่อเฉินล้ำลึกขึ้นหลายส่วน น้ำเสียงอาลัย “สามปีนี้เธอทำได้ดีจนหาที่ติไม่ได้เลย พูดตามตรง ฉันไม่ได้ต่อต้านมากขนาดนั้นแล้ว”
เฉียวเจาไม่ได้รู้สึกดีใจ
สามปีแล้ว เธอพยายามทำให้คนในครอบครัวเฉินพึงพอใจ เธอทำสำเร็จ แต่สุดท้ายกลับพบว่า การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงกลลวงที่วางแผนอย่างแยบยล
เธอมองท่านพ่อเฉิน “หนูเสียใจมาก ที่ตอนแรกไม่ฟังคำคุณอา แต่หนูก็รู้สึกโชคดีมาก ที่ตอนนี้ตัดสินใจแบบนี้ได้”
ท่านพ่อเฉินไม่ถามต่อ “ได้ เรื่องนี้ให้ฉันจัดการ หนึ่งเดือนหลังจากนี้จะมอบใบหย่าให้ แต่บริษัทมีโครงการความร่วมมือใหญ่โครงการหนึ่ง ก่อนหน้านี้ตระกูลเฉินจะเกิดข่าวลบไม่ได้แม้แต่น้อย ส่วนไหนที่ต้องให้ความร่วมมือ ก็หวังว่าเธอจะให้ความร่วมมือด้วย ตอนได้ใบหย่า จะให้ค่าชดเชยก้อนโตก้อนหนึ่ง”
“เรื่องนี้คุณอาโปรดสบายใจ เสิ่นมั่วเหยียนไม่ได้ประกาศตัวตนของหนูต่อสาธารณะ” เฉียวเจาพูด
“นั่นมันต่อสาธารณะ คนในแวดวงปิดไม่มิดหรอก”
“หนูทราบแล้ว”
พอดีเลย ในตระกูลเฉินก็มีของที่เธอต้องการเช่นกัน
คุยเรื่องสำคัญเสร็จ เฉียวเจาลุกขึ้นบอกลา ตอนปิดประตูได้ยินเลือนรางว่าผู้ช่วยของท่านพ่อเฉินรายงาน “ท่านประธานเฉิน ตระกูลฉู่แห่งไห่เฉิงส่งบัตรเชิญมา งานเลี้ยงวันเกิดท่านปู่ฉู่ในอีกสองวันจัดที่ผูเยว่ซาน...”
.
ออกจากตึกตระกูลเฉิน เฉียวเจาไปที่ตึกสำนักงานเก่าแห่งหนึ่งในชานเมือง
ทางเดินมืดทึบและแคบ ผนังลิฟต์ลอกและสีถลอก ตัวเลขบนปุ่มกดสึกจนมองไม่ชัด
เมื่อถึงชั้นเก้า ผลักประตูสุดทางเดิน หลู่เหยากำลังคุยโทรศัพท์อยู่
เห็นเธอ หลู่เหยาจึงวางสาย เดินเข้าไปดูพบว่าใบหน้าเธอขาวซีดไปบ้าง “ยังไหวไหม”
เธอหมายถึงข่าวของเสิ่นมั่วเหยียนกับกู้ชิงสวี่
มุมปากของเฉียวเจาเหยียดยิ้ม “ดีมากเลย ดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ว่าแต่เรื่องเกาเซ่อถง มีช่องทางอื่นอีกไหม”
หลู่เหยา “ประธานหวังแห่งซินเคอบอกว่า ตระกูลฉู่แห่งไห่เฉิงมีอยู่ชุดหนึ่ง ของพร้อมส่ง”
แววตาของเฉียวเจาเป็นประกาย
ทว่าหลู่เหยากลับซบเซา “แต่ว่า เจ้าบ้านคนใหม่ของตระกูลฉู่ทั้งลึกลับทั้งพิลึก พวกเราจะไปหาเบาะแสคนได้จากที่ไหนกัน”
เฉียวเจานึกถึงคำพูดที่ได้ยินในตระกูลเฉิน “ข้ามีวิธี สองวันให้หลังพวกเราไปไห่เฉิงกันสักรอบ”
“ได้”
“จริงสิ สองวันนี้ช่วยข้าหาบ้านเช่าหน่อย ไม่ต้องใหญ่มาก สะอาดก็พอ” เฉียวเจาพูด
“จะทำอะไรเหรอ”
“ข้ากับเสิ่นมั่วเหยียนหย่ากันแล้ว”
หลู่เหยาชะงัก นึกว่าเธอเป็นเพราะเรื่องกู้ชิงสวี่ “ทำได้เด็ดขาดดี”
พูดจบก็กลัวว่าเธอหุนหันพลันแล่น “แต่ว่าพูดตามตรง เรื่องอื่นเขาไม่ได้ปฏิบัติกับเจ้าอย่างเลวร้าย เจ้าจะไม่เสียใจทีหลังเหรอ”
เฉียวเจาเม้มปาก ขี้เกียจพูดถึงเรื่องสองวันมานี้ แค่พูดว่า “ตอนมันช่วยตัวเองมันก็ตะโกนเรียกแต่ ‘สวี่สวี่’ ”
เพียงแต่ตอนนั้นนางอยู่นอกห้องน้ำ นึกว่าตัวเองฟังผิด ตอนนี้ตรงกันหมดแล้ว
หัวของหลู่เหยาอื้ออึงไปหมด นึกไม่ถึงเลยว่าคนอย่างเสิ่นมั่วเหยียนที่ดูไร้ราคะตัณหา จะไม่มีจุดต่ำสุดถึงเพียงนี้
นางคลื่นไส้จนอยากร้องด่า แต่สุดท้ายก็แค่อุ้มใจเข้าไปกอดเฉียวเจา “เรื่องบ้านข้าจัดการเอง”
.
เฉียวเจาจากบริษัท กลับถึงบ้าน เริ่มเก็บข้าวของ
เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า แพ็คใส่ห่อทั้งหมด ภายหลังจะขายเอาเงินสด อย่างไรก็ตามให้เขาเซ็นข้อตกลงยกให้โดยสมัครใจหมดแล้ว
เสิ่นมั่วเหยียนไม่ว่าการบริษัท แต่ทุกปีได้เงินปันผล ด้านเศรษฐกิจใจกว้างมาก
เพราะข้อนี้ แต่ก่อนนางไม่เคยระแวงเขาเลย
ตอนนี้นางถึงได้ตาสว่างอย่างโง่งม ในเมื่อท่านพ่อเฉินบังคับให้นางเซ็นสัญญา ก็รวมของขวัญที่เขาให้ระหว่างแต่งงานด้วย
สัญญาฉบับนี้ เขาไม่รู้เรื่องจริงๆ หรือ
“นี่ทำอะไรน่ะ” น้ำเสียงเรียบๆ ของเสิ่นมั่วเหยียนดังมาจากข้างหลัง ฉับพลันทันด่วน
เฉียวเจาหันกลับมา ไม่รู้ว่าเขากลับมาตอนไหน เธอมองเขาที่กำลังยืนตรงประตู “ไม่ชอบ ก็เลยไม่เอาแล้ว”
เสิ่นมั่วเหยียนก้มตัวเก็บกล่องของขวัญกล่องหนึ่ง เปิดออก “ตุ้มหูนี้ เมื่อก่อนเธอไม่ใช่ชอบมากเหรอ”
“คุณก็พูดเอง นั่นมันเมื่อก่อนไง”
“งั้นก็พอดี ของเก่าไม่ไปของใหม่ก็ไม่มา” เสิ่นมั่วเหยียนยื่นกล่องของขวัญอันใหม่เอี่ยมให้เธอ “พวกนั้นมันล้าสมัยไปแล้วจริงๆ”
เฉียวเจารับมา เหลือบมองทีหนึ่ง ก็โยนทิ้งลงกองลังบนพื้นตามอำเภอใจ
เสิ่นมั่วเหยียนขมวดคิ้ว “ไม่ชอบเหรอ”
“เสิ่นมั่วเหยียน” เฉียวเจามองเขา “ฉันไม่มีติ่งหู”
เสิ่นมั่วเหยียนหันขวับมองติ่งหูที่ว่างเปล่าเปลือยเปล่าของเธอ สายตาจับนิ่ง
พวกตุ้มหู ต่างหู เขาให้มาเยอะแยะ ทุกครั้งเธอก็ยิ้มรับไว้ เขากลับไม่เคยสังเกตเลยว่า เธอไม่มีที่ให้ใส่เลยด้วยซ้ำ
เขาอ้าปาก ลูกกระเดือกขยับ “คุณ... ไม่เคยได้ยินคุณพูดมาก่อนเลย”
“กู้ชิงสวี่ชอบตุ้มหูที่สุด” เฉียวเจามองเขาด้วยแววตาเรียบเฉย
เสิ่นมั่วเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่เกี่ยวกับเธอ”
“โปรดถอยไป ขวางฉัน” เฉียวเจาพูด
เสิ่นมั่วเหยียนยังคิดจะพูดอะไร ตอนนั้นโทรศัพท์ของเขาก็ดัง
“มั่วเหยียน” เสียงรับโทรศัพท์ มีเสียงแหบแห้งของผู้หญิงดังมา “คอฉันไม่สบายจัง”
คนร้องเพลง เสียงคือต้นทุน เขาแววตาคมขึ้นมาทันที
“ฉันรู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ รอหน่อยนะ” เสิ่นมั่วเหยียนวางสาย หันหลังอย่างรีบร้อน แต่กลับชะงักเมื่อสบแววตาที่เธอกวาดมองมา “มีธุระด่วนจริงๆ ออกไปแป๊บนึง”
เฉียวเจาหย่อนตาลง พยักหน้า
“กลับมาจะซื้อของขวัญอื่นให้” เขาพูดอีก
เธอพยักหน้าอีกครั้ง
เสิ่นมั่วเหยียนเห็นเธอเชื่อฟัง ไม่เหมือนกำลังโกรธ จึงหมุนตัวจากไป
ตอนปิดประตู อยู่ๆ เขาก็เห็นผนังเหนือหัวเตียงว่างเปล่าเปลือยเปล่า ความรู้สึกประหลาด กระวนกระวายนั่นก็พลุ่งขึ้นในใจอีกครั้ง “เฉียวเจา รูปแต่งงานล่ะ”
เดิมคิดจะให้เขารีบจากไป จึงไม่อยากสนทนาด้วย แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ เฉียวเจาก็ยังอดใจไม่ไว้ เงยหน้ามองเขาตรงๆ “ของปลอมที่แต่งด้วยโปรแกรม ทิ้งไปแล้ว”
พวกเขาไม่ได้จัดงานแต่งงาน แม้แต่รูปแต่งงานก็ไม่ได้ถ่าย เขาบอกว่าคุณปู่เพิ่งเสียชีวิต ไม่สะดวก
นางหลงเชื่อ แต่ที่ไหนได้การเสียชีวิตของคุณปู่ ก็เป็นแค่ข้ออ้างสารพัดประโยชน์ของเขา
เสิ่นมั่วเหยียนมองขอบตาที่แดงก่ำของเธอ ในใจพลันเหมือนถูกบีบรัดขึ้นมาลอยๆ
รู้สึกลึกๆ ว่าเธอไม่ได้กำลังพูดถึงรูปแต่งงาน แต่กำลังพูดถึงเขา
เขาเดินกลับมา เอื้อมมือโอบเอวเธอ ยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไร อีกสักพัก พวกเราก็ไปถ่ายของจริงกัน”
เฉียวเจารู้สึกแค่คลื่นไส้ พอจะผลัก โทรศัพท์ของเขาก็ดัง
เขาก้าวนำ เป็นฝ่ายผลักเฉียวเจาออกโดยไม่รู้ตัว
เฉียวเจาเหลือบมองหมายเลขผู้โทร ในใจกระจ่างแจ้ง
ที่แท้ก็โทรศัพท์เตือนความจำของเขามานี่เอง แบบนี้ถ้าเป็นสมัยโบราณ เขาคงได้ป้าย “จงรักไม่แปรเปลี่ยน” มาเชยชมแน่ เธอผู้หญิงแท้ๆ ยังอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้เชียว
