“อื้อ——”
ชุยเสวียนลวี่พลันปวดศีรษะรุนแรงราวถูกฟ้าผ่า ในชั่วพริบตา ภาพเงาเลือนรางสองร่างที่พัวพันกันแวบผ่านสมอง
แสงเทียนในห้องดับวูบลงชั่วขณะ ก่อนจะลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ราวกับสะท้อนอารมณ์ของเขา ณ เวลานี้
นางเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณขบถ ภายนอกดูอ่อนแอ แท้จริงแล้วทุกย่างก้าวล้วนวางแผนรัดกุม ดูคล้ายเหยื่อ แต่กลับถักทอตาข่ายแห่งฟ้าดินรอเขาอยู่
ชุยเสวียนยวี่หลับตาลงครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถอยหลังหนึ่งก้าว ประสานมือคำนับตามธรรมเนียมบัณฑิต “ล่วงเกินแล้ว” กล่าวจบก็หันหลังผลักประตูออกไป
นอกเรือน สายลมฝนหม่นมืดดั่งยามสนธยา
ทหารองครักษ์จินอูเว่ยทั้งสี่สิบนายยังคงปักหลักมั่นอยู่ในโคลน คบเพลิงบิดเบี้ยวกลายเป็นงูอัคคีสีโลหิตภายใต้ม่านฝน
ชุยจ่านและชุยเจียนตามมาติด ๆ อารักขาอยู่ซ้ายขวา
ชุยเสวียนยวี่ปิดประตูเรียบร้อยด้วยสีหน้าเป็นปกติ ปล่อยให้ฝนเฉียงสาดชุ่มชายอาภรณ์ “ไปสืบ”
สิ้นคำ สายลมหลายวูบก็พุ่งหายเข้าไปในม่านฝน พริบตาเดียวก็อันตรธานไปในราตรีกาลอันเวิ้งว้าง
ยามดึก ฝนหยุดตก
ถึงเวรยามที่สาม ชุยจ่านกลับเรือนมารายงาน
“คุณชาย องครักษ์จินอูเว่ยค้นหาทั่วทุกซอกทุกมุมแล้ว ในถ้ำมีร่องรอยการต่อสู้จริงขอรับ นอกจากนี้ ข้าน้อยยังพบเห็ดย่างที่กินเหลืออยู่ข้างกองฟืนที่ดับแล้ว”
ชุยจ่านคลี่ผ้าห่อน้ำมันออก หยิบเห็ดที่เหลือส่งให้
ชุยเสวียนยวี่เหลือบมองต่ำลงคราหนึ่ง มิได้รับ
ที่เขายอมให้หญิงผู้นั้นแก้ตัว ก็เพราะจำได้ราง ๆ ว่าก่อนหมดสติตนได้ย่างเห็ดบางอย่างมากินบรรเทาความหิวจริง ๆ เพียงแต่ความจำพร่าเลือน ราวกับมีหมอกมากั้น ไม่ชัดเจนนัก
ชุยเจียนก้าวเข้ามา หยิบเห็ดบนผ้าห่อน้ำมันขึ้นมาพินิจอย่างละเอียด แล้วดมใกล้จมูก ทันใดนั้น! สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“คุณชาย นี่คือเห็ดกวงไก้!”
ชุยเสวียนยวี่ขมวดคิ้ว
ชุยเจียนรีบอธิบายว่า “ข้าน้อยเคยเห็นสิ่งนี้เมื่อครั้งติดตามพรานป่าเข้าภูเขา เห็ดกวงไก้นี้หน้าตาคล้ายกับเห็ดซงหรู่ที่บันทึกไว้ในตำรามาก หมวกเห็ดเหมือนกัน ครีบเห็ดเหมือนกัน คนธรรมดาแยกไม่ออกเลยขอรับ แต่เห็ดซงหรู่ไม่มีพิษ มีรสอร่อยหอมมัน ส่วนเห็ดกวงไก้นี้ หากกินเข้าไปจะทำให้คนเสียสติ เห็นภาพหลอน ตั้งแต่พูดจาเพ้อเจ้อ หนักเข้าก็ทำร้ายคนหรือทำร้ายตัวเอง อาการปวดศีรษะของนายท่าน อาจเป็นเพราะพิษนี้เองขอรับ”
ชุยเสวียนยวี่นิ่งเงียบ เงยหน้าขึ้นเห็นชุยจ่านมีท่าทีอยากพูดแต่ไม่กล้า รอยย่นระหว่างคิ้วก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น “ริมธารน้ำยังพบอะไรอีก”
ชุยจ่านก้มกาย ล้วงกล่องไม้เก่าคร่ำคร่าจากในอก ยื่นด้วยสองมือ “คุณชายโปรดพิจารณา”
ชุยเสวียนยวี่รับกล่องไม้มา เปิดฝาขึ้น แววตาพลันหม่นลง
ภายในบรรจุผ้าคาดเอวสตรีเส้นหนึ่ง สีหมองหม่น ราวกับซักฟอกมานับครั้งไม่ถ้วน บนผืนผ้าไร้ลวดลาย มีเพียงรอยปะชุน เข็มเย็บประณีต แต่ใช้ด้ายหยาบสีต่างกัน ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเย็บเอง
ชุยจ่านกล่าวเสียงต่ำ “พวกข้าน้อยค้นหาทั่วทั้งสองฝั่งธารน้ำจนทั่ว ถึงพบสิ่งนี้ในซอกหญ้ารก”
ฟังคำนี้ หัวใจชุยเสวียนยวี่เต้นระรัว ข้างหูพลันแว่วคำของหญิงผู้นั้นอีกครั้ง “นายท่านถอดสายคาดเอวข้า ข้าก็ดึงของท่าน…”
*
ฟ้าสาง ฝนฟ้าค่อย ๆ ซาลง
“เอี๊ยด” ประตูไม้เก่าถูกผลักจากข้างใน
ชุยเสวียนยวี่ก้าวออกจากกระท่อม ชายเสื้อปัดคราบน้ำบนธรณีประตูที่ยังไม่แห้ง แม้ชายเสื้อคลุมสีดำอมเขียวจะเปรอะเปื้อนคราบโคลน แต่ก็มิอาจกลบเกลื่อนความสง่างามสูงศักดิ์ที่แผ่ซ่านจากกายได้
ชุยเจียนรออยู่หน้าประตูตั้งแต่แรกแล้ว เห็นเขาออกมา ก็รีบก้าวเข้าไป สะบัดผ้าคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีดำสนิท ค่อย ๆ คลุมบนบ่าของเขา เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำล้วนนี้ ไร้ขนสีอื่นปะปน ขนยาวถึงสามนิ้ว เข้ากับตัวเขายิ่งนัก
ชุยเสวียนยวี่ยกมือขึ้น จัดระเบียบปกเสื้อตามสบาย กวาดสายตาผ่านประตูไม้ที่ปิดสนิทนั้นโดยไม่ให้ใครสังเกต จากนั้นก็ละสายตากลับมา ยกเท้าเดินไปยังลานบ้าน
กลางลาน มีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่เงียบ ๆ
ตัวรถทำจากไม้จื่อถานทั้งคัน มุมทั้งสี่ของหลังคาแขวนกระดิ่งหุ้มทองคำ ไม่ส่งเสียงเมื่อต้องลม ม่านรถเป็นผ้าสู่จิ่นสีดำปนเขียว ปักลายเมฆด้วยด้ายเงินละเอียด ล้อรถสูงกว่าล้อรถม้าทั่วไปหนึ่งฟุต ซี่ล้อทุกซี่หุ้มด้วยทองสัมฤทธิ์ นี่คือสัญลักษณ์แห่งอำนาจและฐานันดร
โจวเฟิ่งเจี๋ย ผู้บัญชาการองครักษ์จินอูเว่ยบังคับคันรถม้าด้วยตนเอง เห็นชุยเสวียนยวี่เดินมาก็รีบกระโดดลงมา “คารวะท่านกั๋วกงน้อย ฝ่าบาททรงทราบว่าท่านกั๋วกงปลอดภัย ทรงปีติเป็นล้นพ้น มีรับสั่งให้ข้าน้อยอารักขาท่านกั๋วกงกลับจวน”
ชุยเสวียนยวี่พยักหน้าเล็กน้อย สุภาพนุ่มนวล “ลำบากท่านแล้ว”
โจวเฟิ่งเจี๋ยรีบกล่าว “ฝ่าบาทยังตรัสว่า ท่านกั๋วกงเป็นเสาหลักของราชสำนัก เป็นอาจารย์ของปวงบัณฑิตทั่วหล้า หากเกิดอันตรายขึ้น ฝ่าบาทก็ยากจะอธิบายให้ชาวโลกเข้าใจได้ หากท่านกั๋วกงรู้สึกไม่สบาย ก็โปรดกลับไปพักผ่อนที่จวนก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบเข้าวังเข้ารายงาน คอยให้ร่างกายแข็งแรงดีแล้ว ค่อยเข้าไปถวายพระพรก็ยังไม่สาย”
“ฝ่าบาททรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ผู้เป็นข้าจะละเลยขนบธรรมเนียมได้อย่างไร รบกวนท่านแม่ทัพโจวช่วยกราบทูลฝ่าบาทแทนข้าด้วยว่า รอให้ข้ากลับจวนอาบน้ำแต่งตัวผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้ว จะเข้าวังไปถวายพระพร”
“ขอรับ” โจวเฟิ่งเจี๋ยยื่นบังเหียนให้ชุยจ่านด้วยตนเอง จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นม้า
ชุยเสวียนยวี่เหยียบที่เหยียบเท้าขึ้นรถม้า ชุยจ่านกับชุยเจียนก็กระโดดขึ้นนั่งบนคันรถม้าตามกันไป ปล่อยม่านรถลงขนาบสองข้าง
“ยี่ฮา—”
กระตุกบังเหียน ม้าพันธุ์อูซุนสองตัวที่สง่างามก็ทะยานขายาวออกไป ล้อรถหมุนช้า ๆ กระดิ่งหุ้มทองคำแกว่งไกว ทหารองครักษ์จินอูเว่ยทั้งสี่สิบนายหมุนตัวพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ
เวลานี้ แสงอรุณแรกแทรกขึ้นจากขอบฟ้า เพียงชั่วอึดใจ กองเกราะเหล็กนั้นก็เลือนหายไปในม่านหมอกยามเช้า
“เอี๊ยด—”
พร้อมเสียงฝีเท้าม้าที่ห่างไกลออกไป ประตูที่ปิดสนิทก็ค่อย ๆ เปิดออกเป็นช่อง
เว่ยฝูหนิงยืนอยู่ข้างประตู อยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะคลำทางไปยังกระท่อมหญ้าข้าง ๆ
เรือนนี้เดิมเป็นห้องร้าง สี่ด้านโล่งเปล่าไม่มีอะไร เพื่อให้ดูสมจริง นางถึงกับต้องใช้เหรียญทองแดงไปซื้อเสื่อหญ้าผืนหนึ่งจากบ้านชาวนาที่ตีนเขามา
เวลานี้ เสื่อปูไว้เรียบเสมอกัน ผ้าปูที่นอนราบเรียบไร้รอยยับแม้แต่น้อย ในยุคที่นางจากมา มีเพียงครึ่งมนุษย์ที่ผ่านการโปรแกรมฝึกฝนเท่านั้นที่จะย้ำคิดย้ำทำกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
พอคิดถึงตรงนี้ แววตาของเว่ยฝูหนิงก็หม่นลงหลายส่วน
หกปีแล้ว นางเกือบจะนึกว่าตนหลอมรวมเข้ากับที่นี่ได้แล้ว แต่ก็ยังคงนึกถึงโลกที่เคยอยู่อย่างไม่ตั้งใจ
ไม่คาดคิดว่าผู้แข็งแกร่งอย่างนาง จะมาติดอยู่ในดาวเคราะห์อันแห้งแล้งล้าหลังเช่นนี้ หากศัตรูของนางรู้เข้า เวลานี้ก็คงปลงตกไปแล้ว
เว่ยฝูหนิงค่อย ๆ เดินไป นั่งลงริมเตียง ยกเสื่อหญ้าขึ้นมาปัดตามอำเภอใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
นางสัมผัสได้ว่ามีบางอย่าง จึงยื่นมือทั้งสองออกไปคลำหาอยู่บนเสื่อหญ้านานทีเดียว กว่าจะหยิบกล่องไม้ที่ซ่อนอยู่ข้างในออกมาได้ แววตาแวบประกายลึกลับ
นี่คือ…สิ่งที่ชุยเสวียนยวี่ทิ้งไว้ให้นาง?
เขาเชื่อแล้วว่านางเป็นคนตาบอด เขารู้ว่าหลังจากเขาไปแล้ว นางต้องกลับมาเก็บกวาดห้องแน่ จึงวางของไว้ในเตียง เพราะนางปลอมตัวเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว เมื่อแขกชายจากไป เพื่อไม่ให้สามีสงสัย นางต้องรีบเก็บกวาดเตียงเป็นอย่างแรก
เว่ยฝูหนิงเปิดกล่องไม้ เมื่อเห็นของข้างใน ก็ค่อนข้างประหลาดใจ
ข้างในมีของสองอย่าง หนึ่งคือเงิน
เงินแท่งหนักห้าตำลึง มีทั้งหมดหกแท่ง รวมเป็นเงินสามสิบตำลึง
อีกอย่างหนึ่งคือสายคาดเอวของนาง
นางเดาว่าชุยเสวียนยวี่ไม่ร่ำลาคงต้องทิ้งอะไรไว้ให้ และก็เดาว่าเงินสำหรับป้องกันตัวเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีของสิ่งนี้ด้วย
เว่ยฝูหนิงหยิบสายคาดเอวขึ้นมา ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบไล้ไปตามรอยเย็บที่สึกหรอ แววตาที่หม่นหมองพลันล้ำลึกขึ้นหลายส่วน
ชุยเสวียนยวี่คืนหลักฐานสำคัญเช่นนี้ให้นาง ดูท่าเรื่องที่ริมธารน้ำ เขาคงจำไม่ได้แม้แต่นิดเดียวจริง ๆ…
……