การแอบรัก คือละครเงียบของคนไม่มั่นใจ
เย่โจวหงเข้าใจประโยคนี้ลึกซึ้งกว่าใคร
ตอนอยู่ประถม เขากับเธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกันและกัน
สำหรับเขา หนึ่งชั่วโมงที่ได้เล่นกับเธอใต้ตึกในหมู่บ้านทุกเย็น คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในแต่ละวัน
ได้หนีจากการเรียนอันน่าเบื่อ ได้หนีจากเสียงตำหนิของจางหลาน
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ
สำหรับโจวจื้อยวี ชั่วโมงสั้น ๆ นั้นก็เป็นช่วงเวลาเดียวที่เธอได้หายใจในโลกอันอึดอัดของตัวเองเช่นกัน
“จื้อยวี ลุกขึ้นมาอ่านวิชาภาษาอังกฤษได้แล้ว”
หกโมงเช้า ท้องฟ้านอกหน้าต่างยังเป็นสีน้ำเงินหม่นมืด
โจวจื้อยวีวัยสิบเอ็ดปีลืมตาขึ้น
เธอไม่มีนิสัยนอนอิดออดเหมือนเด็กวัยเดียวกัน
พูดให้ถูกคือ เธอไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะอ้อนหรืออารมณ์เสีย
หลังล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เธอก็เดินไปที่โต๊ะหนังสือ บนโต๊ะวางหนังสือ “เรียงความภาษาอังกฤษคะแนนเต็มสำหรับนักเรียนประถม” อยู่เล่มหนึ่ง
“วันนี้ท่องบทที่สามกับบทที่สี่”
ซูเหยาเดินมายืนข้างหลัง ช่วยรวบผมยาวที่ตกลงมาบนบ่าของเธอแล้วมัดเป็นหางม้า
“ถ้าท่องไม่จบ ก็ยังไม่ต้องกินข้าวเช้า แม่จะรออยู่ข้างนอก”
ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง ภายในห้องเหลือเพียงเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนเดินติ๊กต่อก
แสงสีขาวเย็นจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องลงบนหน้ากระดาษจนแสบตา
“Beijing is the capital of China. It is a beautiful city with a long history and many amazing places……”
ตั้งแต่ชั้นประถมปีที่หนึ่ง ทุกสุดสัปดาห์ของเธอล้วนผ่านไปกับการเรียนอันน่าเบื่อ
อาหารเช้าคือโจ๊กขาวจืดชืดหนึ่งชามกับไข่ต้มหนึ่งฟอง
พอกินอาหารเช้าเสร็จ เข็มนาฬิกาก็ชี้เลขแปดพอดี
โจวเชิงยวนผู้เป็นพ่อพิมพ์โจทย์คณิตโอลิมปิกมาสองชุด แล้ววางลงตรงหน้าเธอเบา ๆ
“วันนี้ทำโจทย์เรื่องการเคลื่อนที่เข้าหากันกับการไล่ตาม พ่ออธิบายวิธีทำไปเมื่อวานแล้ว ลองทำห้าข้อแรกก่อน”
“ค่ะ”
เช้าวันอาทิตย์ผ่านไปเช่นนั้น ถูกเติมเต็มด้วยโจทย์คณิตโอลิมปิกที่อัดแน่นเต็มหน้ากระดาษ
