“กริ๊งงง——”
คาบวิชาภาษาต่างประเทศที่สองคาบนี้เป็นคาบสุดท้ายของบ่ายวันศุกร์ พออาจารย์หลินประกาศเลิกเรียน นักเรียนในห้องก็รีบพากันวิ่งออกไป
“พรุ่งนี้ที่เดิมใช่ไหม?”
โจวจื้อยวีถามเด็กหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ
“หือ?”
เย่โจวหงยังไม่ทันตั้งตัว อ้าปากค้าง ดูท่าทางเอ๋อ ๆ อยู่บ้าง
“ห้องสมุดกลางเมือง” โจวจื้อยวีหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเสริม “ทำข้อสอบเก่าการแข่งขันภาษาอังกฤษก่อน แล้วค่อยเรียนตารางพยัญชนะสิบเสียง”
พรุ่งนี้ ที่เดิม ห้องสมุดกลางเมือง
เขาต้องยอมรับว่าเมื่อนำคำเหล่านี้มาประกอบกันแล้ว กลับทำให้ใจเต้นยิ่งกว่าข่าวกิจกรรมศึกษานอกสถานที่ต่างประเทศแบบออกค่าใช้จ่ายให้ที่หลินเหย่เพิ่งพูดถึงเมื่อครู่นี้เสียอีก
หลังได้รับคำตอบ “อือ” ที่ฟังดูประหม่าเล็กน้อย โจวจื้อยวีก็โบกมือลาเย่โจวหง แล้วลุกออกจากห้องเรียนภาษาญี่ปุ่น
เธอย้ายมาอยู่ห้องหนึ่งได้สองสัปดาห์แล้ว
ทุกอย่างในห้องเรียนใหม่ล้วนดีไปหมด ครูที่ปรึกษาหวังจือหยวนสอนวิชาคณิตศาสตร์เร็วมาก ประสิทธิภาพในชั้นเรียนเหนือกว่าห้องสี่อยู่มาก
ระดับเฉลี่ยของเพื่อนร่วมชั้นก็สูงกว่าจริง ๆ หัวข้อที่คุยกันตอนพักระหว่างคาบก็ลึกซึ้งขึ้นไม่น้อย
โจวจื้อยวีกำลังเก็บของที่โต๊ะ มีเด็กผู้ชายสองสามคนเดินผ่านข้างตัวเธอโดยจงใจชะลอฝีเท้า
คนหนึ่งสะกิดแขนเพื่อน แล้วพูดอะไรบางอย่างเสียงเบา
โจวจื้อยวีไม่รู้จักพวกเขา และก็คร้านจะฟังว่าพวกเขาพูดอะไรกัน
เธอรู้ว่ามีเด็กผู้ชายในห้องที่มักเงยหน้ามองตอนเธอเดินเข้าห้อง และก็รู้ว่ามีคนแอบพูดกันว่าเธอย้ายขึ้นมาจากห้องสี่
แต่เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ
“เฮ้”
เสียงดังมาจากทางขวามือ
เรียกฉันเหรอ?
โจวจื้อยวีชะงักไปครึ่งวินาที ก่อนค่อย ๆ หันไปมอง
เล่อเหยา เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอ กำลังเอามือข้างหนึ่งเท้าคาง เอียงศีรษะมองเธอเล็กน้อย
เด็กสาวถักผมเปีย ผมยาวสีน้ำตาลเกาลัดทิ้งลงมาบนไหล่ซ้าย สีตาของเธอพิเศษมาก เป็นสีเขียวมรกตเข้ม
ประกอบกับใบหน้าลูกครึ่งที่มีมิติและประณีต ทำให้ดูราวกับนางแบบในนิตยสารแฟชั่น
“เธอเรียกฉันเหรอ?”
โจวจื้อยวีถามอย่างสงสัย
“ใช่สิ ไม่งั้นฉันจะทักทายอากาศเหรอ?”
เด็กสาวชะงักไป ก่อนจะหัวเราะออกมา
“ขอโทษนะ” โจวจื้อยวีเม้มริมฝีปาก
