“กริ๊งงง——”
หลังเลิกวิชาภาษาต่างประเทศที่สองในบ่ายวันศุกร์ โจวจื้อยวีเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็เดินลงไปชั้นหนึ่งอย่างคุ้นเคย
แสงยามเย็นเริ่มสลัว แต่ไฟในบันไดยังไม่ทันเปิด
จากห้องสี่ไปถึงประตูโรงเรียน ทางที่ใกล้ที่สุดก็คือบันไดตรงนี้
โจวจื้อยวีพิงอยู่ข้างราวบันไดชั้นหนึ่ง
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เย่โจวหงคงต้องใช้เวลาอีกสองสามนาทีกว่าจะลงมา
เธออยากเห็นปฏิกิริยาน่าขำของใครบางคนตอนเดินลงมาแล้วจู่ ๆ ก็เจอเธอ
——ถึงจะทำเรื่องเดิมซ้ำทุกสัปดาห์ แต่ทุกครั้งเขาก็ยังทำหน้าประหลาดใจ จนเธออดไม่ได้ที่จะแกล้งเขาอีกสักครั้ง
พูดถึงแล้ว ตอนประถมพวกเขาก็เคยกลับบ้านด้วยกันเป็นบางครั้ง
ตอนนั้นทั้งคู่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน เดินถนนสายเดียวกัน ผ่านร้านสหกรณ์ในโรงเรียนร้านเดียวกัน
เย่โจวหงตัวน้อยไม่ซื้อโค้กก็ซื้อไอศกรีมไม้แข็ง ปล่อยให้เธอยืนลังเลอยู่หน้าตู้แช่คนเดียวทุกครั้ง!
น่าโมโหชะมัด!
แต่……จริง ๆ แล้วเขาก็เป็นคนดีอยู่เหมือนกัน
ตอนนั้นกระเป๋าของทั้งคู่หนักมาก เย่โจวหงมักบอกว่าเด็กผู้ชายแรงเยอะกว่า แล้วก็ยืนกรานจะช่วยเธอถือไปช่วงหนึ่ง พอเดินถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เขาก็จะแกล้งทำเป็นไม่เหนื่อยสักนิด สะบัดสายกระเป๋าขึ้นไหล่แล้วฝืนพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก”
ที่จริงเธอเห็นหมดแล้ว นิ้วของเขาแดงก่ำเพราะสายกระเป๋ารัด
ไม่นานนัก เสียงพูดคุยหัวเราะอย่างอึกทึกก็ดังมาจากบันได เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งกอดคอกันวิ่งลงมา
คนที่เดินนำคือซุนเฮ่าหรันกับเจียงยวี่ ทั้งคู่กำลังเถียงกันเสียงดังว่า “เกมหวังเจ้อ 50 ดาวกับเกมจิ้ม 3000 แต้ม ตกลงเกมไหนเก่งกว่ากัน”
เย่โจวหงเดินอยู่ท้ายสุด สะพายกระเป๋าที่ตุงจนเต็มหลัง
คงเพราะไม่ทันระวัง เขาถึงได้มาเจอสาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างราวบันไดเข้าเต็ม ๆ ฝีเท้าชะงักกึก เกือบสะดุดขาตัวเองแล้วโค้งคำนับสาวน้อยเสียยกใหญ่
“โจ…โจวจื้อยวี?”
เห็นไหม ทุกครั้งเขาก็ทำท่าแบบนี้ ราวกับการเจอเธอเป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างไรอย่างนั้น
“บังเอิญจัง”
“อ้อ……บังเอิญจัง”
หูของเย่โจวหงเริ่มแดงขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน
เขาลูบท้ายทอย พูดจาติดขัดพลางห้ามเพื่อน ๆ ที่กำลังจะโห่แซว
