“เอ่อ... ฉันต้องไปจริง ๆ แล้ว”
“ใกล้สามทุ่มแล้ว ถ้ายังไม่กลับไปต้องโดนด่าแน่”
เย่โจวหงเดินไปที่ประตู มือจับลูกบิดไว้ แต่ปากยังพูดไม่หยุด
“ถ้านอนแล้วกลัว ก็คุยกับสวีชิงเหยียนหรือหลินจิ้งเสวี่ยก็ได้ หรือไม่ก็...ส่งข้อความมาหาฉันก็ได้เหมือนกัน”
“อือ”
“ถ้ามีใครมาเคาะประตู ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด”
“อือ”
“เต้ารับในห้องน้ำเริ่มเก่าแล้ว ระวังเวลาใช้ไฟกับใช้น้ำด้วยนะ...”
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย
คำสั่งเสียของเย่โจวหงที่รัวเป็นชุดทำเอาความรู้สึกขมขื่นที่เพิ่งผุดขึ้นมาในใจโจวจื้อยวีสลายหายไปทันที
แววตาเย็นชาของเธอมีรอยยิ้มบาง ๆ แก้มป่องขึ้นเล็กน้อย
“เย่โจวหง ฉันดูโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“รู้ไหมว่าตอนนี้นายเหมือนหัวหน้าหูที่กำลัง ‘พูดจาไร้สาระ’ อยู่ใต้ธงชาติเลย”
“ฉันกำลังให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยต่างหาก!” เย่โจวหงกระแอมอย่างเก้อเขิน ก่อนผลักประตูเปิด “ไปแล้วนะ พรุ่งนี้เช้าจะเอาข้าวเช้ามาให้”
“อือ”
โจวจื้อยวีมองเขา มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย
ประตูกันขโมยปิดลงด้านหลังเขา ส่งเสียง “กึก” ทุ้มสั้น
ห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝนที่ดังแว่วมาจากนอกหน้าต่างเป็นครั้งคราว
โจวจื้อยวีกลับไปนั่งที่โต๊ะน้ำชา กินข้าวที่เหลือช้า ๆ จนหมด จากนั้นก็ล้างกล่องข้าวให้สะอาด แล้วคว่ำไว้บนเคาน์เตอร์ครัวให้แห้ง
เฮ้อ...
เธอหยิบโทรศัพท์ออกมา ใช้นิ้วเรียวแตะหน้าจอเบา ๆ สองสามครั้งเพื่อออกจากโหมดเครื่องบิน
“หึ่ง หึ่ง...”
โทรศัพท์สั่นรัวอย่างบ้าคลั่งราวกับเสียการควบคุม
สายที่ไม่ได้รับหกสิบสามสาย ข้อความไวแชตกว่าสองร้อยข้อความปรากฏเต็มหน้าจอในพริบตา
