คาบแรกเป็นวิชาภาษาจีนของเค่อหยวน
“คาบนี้เราจะมาเรียนเรื่อง ‘บทกลอนกำแพงแดง’ กัน”
ไม่ใช่แค่ตอนคาบพักระหว่างเรียนเท่านั้น ตอนสอนเขาก็ชอบเดินวนไปมารอบห้องเรียนเหมือนกัน
“ซูตงโพถูกเนรเทศไปหวงโจว เพื่อนฝูงก็แยกย้าย เส้นทางรับราชการก็จบสิ้น แม้แต่เรื่องกินข้าวยังกลายเป็นปัญหาใหญ่ ตามเหตุผลแล้ว เขาควรจะทุกข์จนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่”
“แต่เขากลับไปดื่มจนเมาอยู่ใต้กำแพงแดง แล้วคุยโวกับเพื่อนว่า ‘มีเพียงสายลมเย็นเหนือแม่น้ำ กับแสงจันทร์กระจ่างเหนือภูเขา...หยิบมาใช้ก็ไม่มีใครห้าม ใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด’”
เค่อหยวนหยุดไปครู่หนึ่ง “ทัศนคติแบบนี้เรียกว่าอะไร?”
วังจือยวี่ หัวหน้าห้องวิชาภาษาจีน ยกมือขึ้นแล้วตอบคำหนึ่ง
“ใจกว้างปล่อยวาง”
เค่อหยวนพยักหน้า ชอล์กเคาะกระดานดำดังแปะ ๆ
ตอนสอนถึงประโยค “ล่องลอยดั่งแมลงปอในห้วงฟ้า เล็กจ้อยดั่งเมล็ดข้าวในมหาสมุทร” เขาก็วางหนังสือลงอย่างกะทันหัน แล้วโยนคำถามนอกเรื่องขึ้นมา
“พวกเธอคิดว่าตอนซูตงโพเขียนบทกลอนนี้ เขาปล่อยวางได้จริง ๆ หรือกำลังพูดเพื่อโน้มน้าวตัวเองให้ปล่อยวาง?”
มีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นประปรายในห้องเรียน
เค่อหยวนไม่ได้รอให้นักเรียนตอบ แต่พูดต่อเองว่า
“ผมกลับคิดว่าเขารู้ดีว่าตัวเองเล็กจ้อยแค่ไหน แต่ก็ยังเลือกที่จะสัมผัสความเล็กจ้อยนั้น เวลานั่งประจันหน้ากับคนคนหนึ่ง เธอจะรู้สึกประหม่า แต่ถ้านั่งประจันหน้ากับภูเขา เธอก็จะไม่ประหม่าแล้ว”
“เพราะเธอรู้ว่าภูเขาไม่สนใจเธอ แต่ที่แปลกก็คือ...คนเราสนใจ”
เย่โจวหงไม่ได้ฟังเข้าหูสักคำ เขารู้สึกแค่ว่าเสียงหัวใจตัวเองดังจนแทบกลบเสียงของเค่อหยวน
หางตาเห็นโจวจื้อยวีกำลังจดบันทึกอยู่บนสมุด ปลายปากกาขีดเขียนเสียงซ่า ๆ เส้นผมสองสามเส้นทิ้งตัวลงบนแก้มด้านข้างอันเกลี้ยงเกลา
ใกล้จัง...ประหม่าจัง...
เพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติ เย่โจวหงจึงได้แต่ยกกระติกน้ำขึ้นมาดื่มแก้เก้อ
คาบเรียนสี่สิบนาที น้ำในขวดก็หมดเกลี้ยง
ระหว่างเรียน เขาเอาแต่คิดเรื่องอื่นอยู่ตลอด
