สนามรบตกอยู่ในความเงียบงัน เหลือเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันยามสายลมพัดผ่าน กับกลิ่นคาวเลือดและไอเย็นเยียบที่ยังไม่จางหาย
ผ่านไปหลายอึดใจ ร่างในชุดสีเขียวอ่อนพลันปรากฏขึ้นข้างซากศพเกลื่อนพื้นอย่างเงียบเชียบดุจภูตพราย
เป็นลู่เยี่ยนั่นเอง
ปลายเท้าของเขาเหยียบลงบนใบไม้ร่วงเปื้อนเลือดโดยไม่ก่อให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย สายตาพลันจับอยู่ที่ผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานร่างเตี้ยอ้วนซึ่งล้มอยู่บนพื้น คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย พลางส่งเสียงจุ๊ปากด้วยความอัศจรรย์ใจ
“ขั้นหลอมลมปราณระดับหก สู้จนตัวตายแล้วยังสังหารผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานระยะแรกได้... หลินจิ้น เจ้าเด็กนี่ เกรงว่าคงเป็นหนึ่งเดียวทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเซียนแล้ว” น้ำเสียงของลู่เยี่ยแฝงความชื่นชมอยู่หลายส่วน สายตากวาดผ่านบาดแผลกระบี่ลึกถึงกระดูกบนอกของผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐาน ขอบแผลยังมีประกายเขียวอ่อนหลงเหลืออยู่เลือนราง เห็นชัดว่าเกิดจากกระบวนท่า “ลิ่วเซียว” สุดท้ายของหลินจิ้น
เขาซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของหมอกหนาตลอดเวลา จึงมองเห็นการต่อสู้เป็นตายครั้งนี้อย่างชัดเจน ตั้งแต่หลินจิ้นปลดปล่อยญาณเข้าต่อกรกับผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐาน ไปจนถึงการหลบหลีกอันแยบยลด้วยย่างเมฆา และกระบี่เด็ดเดี่ยวที่ใช้ชีวิตเข้าแลกในท้ายที่สุด ทุกรายละเอียดล้วนทำให้เขาตื่นตะลึง
“สมกับเป็นประกายไฟแห่งความหวังสุดท้ายของสำนักชิงอวิ๋น ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริง ๆ” ลู่เยี่ยสาวเท้าเนิบช้า แววตาฉายความเคร่งขรึม “เจตจำนงกระบี่น่าทึ่ง พลังวิญญาณลึกล้ำเกินกว่าผู้บำเพ็ญขั้นเดียวกัน ทั้งยัง... ร่างกายนี้ดูเหมือนจะซ่อนความลับบางอย่างไว้ด้วย”
“กระบวนท่ากระบี่ที่ระเบิดพลังออกมาในท้ายที่สุดนั้น ดูมีเคล็ดลับอยู่บ้าง...”
ปลายนิ้วของลู่เยี่ยลากผ่านคลื่นพลังวิญญาณที่ยังหลงเหลือในอากาศ สีหน้าของเขายิ่งเคร่งขรึมขึ้น พลางพึมพำเสียงเบาจนแทบมีเพียงตนเองที่ได้ยิน “สุสานกระบี่ชิงหมิงในตำนาน...”
