เสิ่นชิงฉือก้มหน้ามองร่างไร้วิญญาณอันเย็นเยียบของซูหว่าน แพขนตาสั่นไหว ก่อนถอนหายใจแผ่วเบา “ข้ากับนางเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัย บิดาของนางจากไปตั้งแต่ยังเล็ก มารดาก็แต่งงานใหม่ ไร้ที่พึ่งพิง ข้าเห็นนางน่าสงสาร จึงรับเข้าจวนตระกูลเสิ่นและถือเป็นสหายรู้ใจ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยขาดตกบกพร่องเรื่องกินอยู่ แม้แต่วิชาลับประจำตระกูล ข้าก็ยังยินดีแบ่งปันกับนาง...”
เห็นได้ชัดว่าราชวงศ์เป่ยโม่ล่วงรู้ว่าเป็นซูหว่านที่แพร่งพรายเรื่องเสิ่นชิงฉือได้ไข่มุกวารีมาจากทะเลทราย
ทุกคนได้ยินแล้วต่างทอดถอนใจ
ฉู่เลี่ยงกำดาบยาวแน่น กล่าวเสียงขรึม “คุณหนูใหญ่ทำดีที่สุดแล้ว เป็นซูหว่านผู้นี้ที่เนรคุณ ไร้คุณธรรม ตายไปก็สมควร!”
ลั่วอวิ๋นเจิงเองก็คลายสีหน้าเย็นชา พัดพับเคาะฝ่ามือเบา ๆ “คนอกตัญญูเช่นนี้ ฆ่าเสียก็สะอาดหมดจด ชิงฉือ เจ้าไม่ต้องเศร้าโศกเพื่อนาง”
หลินจิ้นมองความหม่นหมองในดวงตาของเสิ่นชิงฉือ ใจพลันไหววูบเล็กน้อย
“ผู้ล่วงลับย่อมล่วงลับไปแล้ว คุณหนูเสิ่นโปรดระงับความโศก” หลินจิ้นเอ่ยปลอบ น้ำเสียงอ่อนโยนลงหลายส่วน “นางทรยศเจ้าก่อน เจ้าได้ทำดีที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องโทษตนเองอีก”
เสิ่นชิงฉือสูดหายใจลึก ยกมือเช็ดความชื้นตรงหางตา เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาก็กลับมาเยือกเย็นดังเดิม “ทุกท่านกล่าวถูกแล้ว ไม่ควรเศร้าโศกให้คนทรยศ”
นางหันไปมองทุกคน น้ำเสียงกลับมาราบเรียบ “ทุกท่านเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทาง อีกทั้งยังเผชิญอันตรายไม่ขาด โดยเฉพาะสหายฉู่ ก่อนหน้านี้ได้รับบาดเจ็บเพราะคุ้มครองข้า อาการยังไม่หายดี เราพักที่เรือนอันเงียบสงบและปลอดภัยแห่งนี้สักวันเถิด”
ฉู่เลี่ยงรู้สึกอบอุ่นในใจ ประสานมือกล่าว “ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่เป็นห่วง บาดแผลเพียงเล็กน้อย ไม่เป็นอุปสรรค!”
