หลินจิ้นเก็บกระบี่หนิงซวง พลางมองซากหมีวายุทมิฬบนพื้น สีหน้าเรียบเฉย เพียงรู้สึกว่าหนังหมีผืนนี้น่าจะมีราคาดีไม่น้อย
ฉู่เลี่ยงก้าวเข้ามา ชั่งน้ำหนักซากหมีวายุทมิฬ ก่อนยิ้มกล่าวว่า “คุณหนู หนังหมีวายุทมิฬนี่เป็นของดีจริง ๆ ขนของสัตว์อสูรขั้นหลอมลมปราณระดับสิบ ใช้เป็นวัตถุดิบสร้างศาสตราอาคมป้องกันได้พอดี ทั้งดีหมีและกระดูกหมีก็นำไปปรุงยาได้ ทิ้งไปก็น่าเสียดาย”
เสิ่นชิงฉือพยักหน้า “ในเมื่อมีประโยชน์ ก็จัดการเสียให้เรียบร้อย อย่าให้ชักช้า จะได้ไม่ดึงดูดสัตว์อสูรหรือผู้บำเพ็ญเพียรอื่นมา”
“ขอรับ!” ฉู่เลี่ยงรับคำ พลางชักดาบใหญ่ที่คมดาบเปล่งประกายเย็นเยียบออกจากฝัก ก่อนลงมือถลกหนังหมีอย่างชำนิชำนาญ
เว่ยหยางเฝ้าระวังอยู่ด้านข้าง มือทั้งสองยกค้างเตรียมประสานมุทราได้ทุกเมื่อ ลั่วอวิ๋นเจิงโบกพัดพับเบา ๆ คอยสังเกตความเคลื่อนไหวรอบด้าน ส่วนเสิ่นชิงฉือยืนห่างออกไปเล็กน้อย สายตากวาดผ่านส่วนลึกของป่าทึบ สีหน้าเปี่ยมความระแวดระวัง
หลินจิ้นไม่ได้เข้าไปช่วย เพียงพิงต้นไม้โบราณ สายตาสงบนิ่งกวาดมองรอบบริเวณ ญาณของเขาแผ่ขยายออกไปอย่างเงียบงันอีกครั้ง ภาพในระยะร้อยจั้งปรากฏชัด ไม่มีลมหายใจของสัตว์อสูรเพิ่มขึ้นมา ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรสิบกว่าคนที่สัมผัสได้ก่อนหน้านี้ มีกลุ่มเล็ก ๆ กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ กลิ่นอายกร้าวกระด้าง คนเหล่านั้นคือคนของสำนักเงาโลหิต
ชั่วขณะถัดมา เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นในห้วงจิตของเสิ่นชิงฉือ ชัดเจนแต่แผ่วเบา เป็นเสียงส่งผ่านพลังวิญญาณของหลินจิ้น “มีคนกำลังมา เป็นคนของสำนักเงาโลหิต สองคนอยู่ขั้นหลอมลมปราณระดับแปด อีกคนอยู่ระดับเก้า”
ขั้นหลอมลมปราณระดับเก้า?!
ใจเสิ่นชิงฉือพลันตึงเครียด สีหน้าเคร่งขรึมลงในพริบตา ทว่านางไม่เผยความผิดปกติออกมาแม้แต่น้อย เพียงกดเสียงต่ำกล่าวกับทุกคนอย่างหนักแน่นว่า “เตรียมรับมือ! ผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักเงาโลหิตกำลังเข้ามา ฝีมือไม่อ่อนด้อย ตั้งสติให้ดี!”
