พิภพเสวียนชางมีมหาสมุทรทั้งห้าล้อมรอบ แผ่นดินใหญ่ทั้งสิบสี่กระจายเรียงรายดุจหมู่ดาว ส่วนลึกเข้าไปในใจกลางแผ่นดินจงโจว ภูเขาเต๋าตั้งตระหง่านโดดเดี่ยว ได้ชื่อว่าเป็นยอดแห่งโชคชะตาระหว่างฟ้าดิน!
ภูเขาแห่งนี้มิใช่เทือกเขาธรรมดา หากเป็นแดนเซียนอันเป็นมงคลที่ตั้งตระหง่านมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ยอดเขาสูงเสียดเมฆ ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางไอเซียนอันพร่างพราย เมฆหมอกที่ปกคลุมตลอดปีพลิ้วไหวดุจแพรบาง ครั้นบางคราวแสงอรุณสีทองส่องทะลุชั้นเมฆ ตกกระทบขั้นบันไดหยกและตำหนักสูงตระหง่านที่ทอดยาว สะท้อนประกายวาววับราวแก้วหลิวหลี
เนื้อภูเขาก่อเกิดจากหยกวิญญาณที่ตกผลึกตลอดหลายล้านปี เปล่งประกายเรืองรองนุ่มนวล ดอกไม้วิเศษและพืชพรรณประหลาดขึ้นอยู่ทั่วทั้งภูเขา สนโบราณอายุนับพันปีตั้งตระหง่านแข็งแรง น้ำตกและธารไหลหลั่งลงมา สายน้ำที่กระเซ็นแตกตัวกลายเป็นหมอกวิญญาณปกคลุมทั่วฟ้า เพียงสูดเข้าไปหนึ่งครา ก็เพียงพอให้ผู้บำเพ็ญขั้นต่ำเบิกบานใจ
นกกระเรียนเซียนโผบินวนเวียน กวางวิญญาณย่างกรายไปมา บางครากระบี่เซียนพุ่งแหวกฟ้า ทิ้งรอยแสงเจิดจ้าสายหนึ่งไว้ แสดงให้เห็นถึงความเลือนรางลึกลับและความน่าเกรงขามของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋า
เชิงเขามีม่านพลังกั้นไร้รูปแผ่ปกคลุมโดยรอบ ตัดขาดความอึกทึกและไอขุ่นมัวของโลกมนุษย์ มีเพียงผู้ถือเครื่องหมายประจำสำนักเต๋าเท่านั้นจึงจะก้าวเข้าสู่ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนี้ได้
แสงสายหนึ่งทะลุผ่านชั้นเมฆหมอกและหมู่ตำหนัก ก่อนร่วงลงสู่ใจกลางยอดภูเขาเต๋า นั่นคือมหาวิหารเต้าเหยี่ยน!
มหาวิหารทั้งหลังสลักเสลาจากหยกดำบรรพกาล หลังคาปกคลุมด้วยกระเบื้องเคลือบหลิวหลี เปล่งประกายระยิบระยับท่ามกลางแสงตะวัน เสามังกรขดสูงหลายสิบจั้งตั้งตระหง่านอยู่สองข้างประตู รูปสลักมังกรบนเสาดูมีชีวิตชีวา ราวกับพร้อมจะทะยานขึ้นฟ้าได้ทุกเมื่อ
ภายในมหาวิหารกว้างใหญ่และลึกล้ำ ไข่มุกส่องราตรีขนาดมหึมาแขวนอยู่ใต้เพดานโดม เปล่งแสงสีขาวนวลส่องสว่างทั่วเบาะรองนั่งนับไม่ถ้วน ทว่าบนแท่นสูงด้านหน้าสุดกลับมีเพียงบัลลังก์มังกรเก้าตัวตั้งอยู่ เงาร่างหนึ่งบนบัลลังก์ซ่อนอยู่หลังม่านแสงเลือนราง มองไม่เห็นใบหน้า มีเพียงแรงกดดันอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแผ่ซ่านไปทั่ว จนอากาศราวกับแข็งค้าง
ในยามนั้นเอง เสียงทรงอำนาจพลันดังขึ้น กังวานดุจระฆังใหญ่ สะท้อนไปทั่วมหาวิหาร
“คำสั่งเรียกตัวได้ส่งออกไปแล้ว จากรายงานของแต่ละพื้นที่ ประมุขสำนักเต๋าทั้งหลายต่างออกเดินทางกันแล้ว เวลาสามสิบปี ชวนให้ข้าคาดหวังอยู่บ้างว่าจะมีสักกี่คนที่มาถึงภูเขาเต๋า!”
สิ้นเสียง มหาวิหารก็จมสู่ความเงียบงันชั่วขณะ เหลือเพียงลมหายใจของเงาร่างหลังม่านแสงที่หนักแน่นดุจฟ้าดิน
.........
ภายในเขตแดนแคว้นเป่ยมั่ว ลมคลั่งพัดพาทรายบนทะเลทรายโกบี รถม้าสีดำคันหนึ่งแล่นเคียงคู่กับอาชาสีน้ำตาลแดง กีบม้ากระทบพื้นทำลายความเงียบสงัด มุ่งหน้าไปทางเมืองมั่วอย่างรวดเร็ว
นับจากออกจากด่านมั่วหนานมาได้เจ็ดวัน ตลอดเจ็ดวันนี้ทุกอย่างราบรื่น คนชุดดำที่ไล่สังหารเสิ่นเยวี่ยมิได้ปรากฏตัวอีก มีเพียงทะเลทรายสีเหลืองกว้างสุดลูกหูลูกตาและควันเดียวดายยามอาทิตย์อัสดงเป็นเพื่อนร่วมทาง
หลินจิ้นขี่ม้าอยู่ ปราณในตันเถียนยิ่งกระปรี้กระเปร่าขึ้นเรื่อย ๆ สายแล้วสายเล่าหมุนเวียนไปตามเคล็ดวิถีชิงหมิง ราวกับกำลังปะทะเส้นลมปราณ เขาสัมผัสได้ว่าอีกไม่นานคงทะลวงคอขวดขั้นฝึกลมปราณชั้นสี่ที่ไม่ขยับเขยมานาน อย่างช้าสุดก็อีกสามถึงห้าวัน เขาจะทะลวงขึ้นสู่ขั้นฝึกลมปราณชั้นห้าได้!
โอกาสทะลวงขั้นนี้ครึ่งหนึ่งมาจากการที่เสิ่นเยวี่ยส่งมอบศิลาวิญญาณให้ไม่ขาด อีกครึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของจิตใจหลังศึกในหุบเขา
แต่เสิ่นเยวี่ยในรถม้ากลับมิได้ผ่อนคลายเช่นนั้น นางขมวดคิ้วเล็กน้อย แขนทั้งสองกอดกล่องไม้เก่าแก่ในอ้อมอกไว้แน่น ลวดลายเมฆซับซ้อนสลักอยู่บนกล่อง แผ่ปราณอ่อนจางออกมา นี่คือเป้าหมายสำคัญของการเดินทาง และเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนชุดดำไล่ล่าสังหารนางไม่เลิกรา ตลอดทางนางระแวดระวังอยู่ทุกขณะ แม้เจ็ดวันนี้จะสงบไร้คลื่นลม ก็ยังมิกล้าประมาทแม้แต่น้อย
“ครืน!”
ในยามนั้นเอง เหตุพลิกผันก็เกิดขึ้น!
ทะเลทรายโกบีใต้เท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในฉับพลัน ราวกับมังกรดินพลิกกาย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกึกก้องประหนึ่งภูเขาถล่มแผ่นดินทลาย ลมคลั่งหอบทรายเหลืองขึ้นฟ้า ก่อเป็นม่านทรายบดบังตะวัน ปกคลุมรถม้าและอาชาในพริบตา
“ระวัง!” แววตาหลินจิ้นพลันเย็นเยียบ เขาชักดาบเหล็กข้างเอวออกทันที ปราณทั่วร่างหลั่งไหลเข้าสู่ตัวดาบอย่างบ้าคลั่ง แสงเขียวสว่างวาบ เจตจำนงกระบี่คมกริบแผ่กระจายออกมา คุ้มครองรอบกาย
แทบจะพร้อมกับม่านทรายที่ตั้งตระหง่านขึ้น เงาดำกว่าสิบสายก็พุ่งทะยานออกมาจากใต้ผืนทราย!
พวกมันสวมชุดรัดกุมสีดำ ใบหน้าปิดบังด้วยผ้าคลุม เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ฉายแววดุร้าย ปราณรอบกายมืดหม่น ทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณ ในจำนวนนี้สามคนอยู่ขั้นฝึกลมปราณชั้นหก ห้าคนอยู่ชั้นห้า ที่เหลือล้วนอยู่ชั้นสี่ พลังเหนือกว่าคนชุดดำสี่คนคราก่อนอย่างมาก!
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า รูม่านตาของหลินจิ้นหดแคบลงเล็กน้อย เขาสามารถฟันกระบี่เดียวผลักผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นห้าถอยได้ แต่หากเป็นชั้นหกล่ะ?
“เสิ่นเยวี่ย ส่งกล่องไม้มาซะ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!” คนชุดดำที่เป็นหัวหน้ากล่าวเสียงแหบ ดาบยาวในมือเปล่งประกายเย็นเยียบ แฝงเจตนาสังหารรุนแรง พุ่งตรงเข้าหารถม้า
เห็นได้ชัดว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลทรายมานานแล้ว วางกับดักรอให้หลินจิ้นกับเสิ่นเยวี่ยเดินเข้ามาติดบ่วง!
หลังรู้ว่าหลินจิ้นคอยคุ้มกันเสิ่นเยวี่ย พวกมันมิได้ลงมืออย่างบุ่มบ่าม หากลอบเรียกกำลังเสริมและซุ่มซ่อนมาหลายวัน เพียงเพื่อปลิดชีวิตในคราเดียววันนี้!
องครักษ์สามคนที่เสิ่นเยวี่ยเพิ่งรับเข้ามาบนรถม้าต่างหน้าเปลี่ยนสี ยังไม่ทันชักอาวุธ ทรายใต้เท้าก็พลันคลุ้มคลั่ง เม็ดทรายนับไม่ถ้วนจับตัวเป็นคมทรายแหลมคมด้วยแรงกระตุ้นจากปราณ พุ่งแทงใส่รถม้าราวกับห่าฝน!
องครักษ์สองคนตอบสนองช้าไปชั่วขณะ ถูกคมทรายแทงทะลุจุดสำคัญในพริบตา เลือดสาดเปรอะเปื้อนตัวรถ สิ้นใจคาที่ เหลือเพียงสาวใช้ชุดเขียวคนหนึ่งที่ตอบสนองว่องไว นางคว้าตัวเสิ่นเยวี่ยไว้ แล้วแตะปลายเท้าบนหลังคารถ อาศัยแรงดีดตัวทะยานขึ้นฟ้า หลบการซุ่มโจมตีถึงตายไปได้ชั่วคราว
“ฮึ แค่เด็กเมื่อวานซืนขั้นฝึกลมปราณชั้นสี่ ยังกล้าขวางทางพวกข้า?” หัวหน้าคนชุดดำเป็นผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นหก ใบหน้าเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน ไม่เห็นหลินจิ้นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย มือซ้ายประสานมุทรา ก่อนตวาดเสียงต่ำ “วิชาลูกไฟ!”
ลูกไฟขนาดเท่าศีรษะคนก่อตัวขึ้นในพริบตา พกพาไอร้อนระอุ พุ่งเข้าใส่ใบหน้าหลินจิ้นโดยตรง
ขณะเดียวกัน ผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นหกอีกคนกดสองมือลงกับพื้น หัวเราะเหี้ยมเกรียม “วิชาพันธนาการทราย!”
ทรายเหลืองทั่วฟ้าพลันพลิกตลบกลายเป็นเชือกทรายหนาหลายเส้น พันรัดแขนขาทั้งสี่ของหลินจิ้นดุจอสรพิษ หมายกักขังเขาไว้
คนชุดดำที่เหลือต่างลงมือเช่นกัน บ้างกระตุ้นคมทราย บ้างกวัดแกว่งดาบยาว การโจมตีถาโถมแน่นขนัดราวตาข่าย
“แบ่งห้าคนไปสังหารเสิ่นเยวี่ย ชิงกล่องไม้มา!” หัวหน้าคนชุดดำออกคำสั่งเสียงกร้าว ผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นห้าห้าคนพลันเปลี่ยนทิศทาง แสยะยิ้มพลางพุ่งเข้าหาเสิ่นเยวี่ยกับสาวใช้ชุดเขียวที่อยู่กลางอากาศ
สาวใช้มีวรยุทธ์เพียงขั้นฝึกลมปราณชั้นห้า มิใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน ทำได้เพียงกอดเสิ่นเยวี่ยไว้พลางหลบหลีกอย่างทุลักทุเล ไม่นานร่างกายก็ถูกเม็ดทรายบาดจนเลือดอาบ
หลินจิ้นหรี่ตาลง มือซ้ายประสานมุทราอย่างรวดเร็ว ปากท่องคาถา “วายุจงบังเกิด!”
เคล็ดวิถีชิงหมิงโคจรเต็มกำลัง ปราณในตันเถียนหลั่งไหลออกมาดุจคลื่น มือซ้ายผลักมุทราไปเบื้องหน้า ลมคลั่งพลันกวาดตลบ พัดลูกไฟที่พุ่งเข้ามาให้เบี่ยงทิศ ก่อนกระแทกพื้นระเบิดเป็นเปลวเพลิง
ขณะเดียวกัน หลินจิ้นแตะปลายเท้าลงบนพื้น ร่างพลิ้วหลบเชือกทรายที่พันเข้ามาดุจปุยนุ่น ดาบเหล็กในมือขวาเปล่งแสงเขียวเจิดจ้า เจตจำนงกระบี่คมกริบฉีกอากาศ
เคล็ดกระบี่ชิงอวิ๋น กระบวนท่าตัดวายุ!
แสงกระบี่รวดเร็วประหนึ่งสายฟ้า พุ่งฟันใส่ผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นสี่คนหนึ่งที่โถมเข้ามา
ผู้บำเพ็ญคนนั้นไม่ทันตั้งตัว ถูกแสงกระบี่กรีดลำคอ สิ้นใจคาที่
“รนหาที่ตาย!” ผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นหกซึ่งเป็นหัวหน้าเห็นดังนั้นก็แผดเสียงกริ้ว มือทั้งสองประสานมุทราต่อเนื่อง ลูกไฟหลายลูกพุ่งเข้าใส่ไม่ขาดสาย ขณะเดียวกันวิชาพันธนาการทรายก็เริ่มทำงานอีกครั้ง เชือกทรายพุ่งพันหลินจิ้นจากทุกทิศทาง
มันมั่นใจว่าผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นสี่อย่างหลินจิ้นไม่มีทางต้านทานการโจมตีด้วยวิชาอาคมต่อเนื่องของตนได้
ทว่าหลินจิ้นกลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ดาบเหล็กในมือกวัดแกว่งจนเกิดเงากระบี่พร่างพรายทั่วฟ้า เขาใช้กระบวนท่าที่สองของเคล็ดกระบี่ชิงอวิ๋น เมฆาเคลื่อน แสงกระบี่พลิ้วไหวแปรเปลี่ยน หลบเลี่ยงเปลวไฟจากลูกไฟพร้อมตัดเชือกทรายขาดทีละเส้น
เขาไม่รู้ว่าขีดจำกัดของตนอยู่ที่ใด แต่รู้ว่าวันนี้ตนต้องชนะ!
“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าขีดจำกัดของข้าอยู่ที่ใด!” หลินจิ้นตวาดเสียงต่ำ ร่างพลันเร่งความเร็ว อาศัยแรงลมพุ่งเข้าหาคนชุดดำห้าคนที่กำลังรุมโจมตีเสิ่นเยวี่ย รวดเร็วดุจสายฟ้าสีเขียว
ดาบเหล็กกวัดแกว่ง เจตจำนงกระบี่แผ่ตัดสลับ คนชุดดำคนหนึ่งยังไม่ทันตอบสนอง ก็ถูกแสงกระบี่ฟันขาดเป็นสองท่อน
คนชุดดำที่เหลืออีกสี่คนหน้าเปลี่ยนสี รีบหันกลับมาตั้งรับ หลินจิ้นต่อสู้หนึ่งต่อสี่ แสงกระบี่ยิ่งคมกล้า ทุกครั้งที่ฟาดฟันล้วนแฝงอานุภาพไร้ผู้ต้าน
พลังขั้นฝึกลมปราณชั้นสี่ เมื่อได้รับการหนุนเสริมจากเจตจำนงกระบี่ กลับกดดันผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นห้าทั้งสี่คนได้อย่างเหลือเชื่อ!
หัวหน้าผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณชั้นหกเห็นดังนั้น สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนในที่สุด “เจตจำนงกระบี่ของเจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?!”
มันไม่คิดออมมืออีกต่อไป สองมือประสานมุทราซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ก่อนคำรามเสียงก้อง “ทรายดูดกลืนใจ!”
ทรายเหลืองบนพื้นก่อตัวเป็นวังวนขนาดมหึมาในพริบตา แรงดูดมหาศาลดึงร่างหลินจิ้นจนโงนเงน ขณะเดียวกันลูกไฟหลายลูกก็พุ่งเข้าใส่อีกครั้ง ปิดเส้นทางหลบหลีกของเขาจนหมดสิ้น
หลินจิ้นใจสะท้าน ปราณในตันเถียนพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง มุทรามือซ้ายเปลี่ยนแปร ลมคลั่งกลายเป็นคมวายุหลายสาย พุ่งเข้าปะทะลูกไฟจนเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง
ในเวลาเดียวกัน หลินจิ้นยกดาบเหล็กในมือขวาขึ้นสูง เจตจำนงกระบี่รวมตัวอยู่ตรงปลายกระบี่ ก่อเกิดเป็นปราณกระบี่สีเขียวยาวครึ่งฉื่อ “เคล็ดกระบี่ชิงอวิ๋น กระบวนท่าผ่าศิลา!”
แสงกระบี่ฟาดฟันลงมา ราวกับผ่าภูเขาแยกยอดเขา มิใช่เพียงตัดเชือกทรายที่พุ่งพันเข้ามาเบื้องหน้า หากยังฟันวังวนทรายดูดอันน่าสะพรึงให้สลายไปอย่างแข็งกร้าว ทรายเหลืองปลิวกระจาย อานุภาพชวนขวัญผวา!
