“ข้ากลัวว่าในเมืองจะเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลัวว่าจะถูกรังแก... ข้าไม่อยากลงเขาเด็ดขาด!”
บนเขาหงฟ่งซาน ฉินฟานทำท่าทางน้อยอกน้อยใจจ้องมองอิสตรีผู้งดงามเลิศล้ำสามนาง
ทั้งสามคืออาจารย์ของเขา แต่ละนางล้วนมีเสน่ห์เปี่ยมล้น งามล่มเมือง
อาจารย์รอง เยี่ยนหลิงจี จอมสังหารไร้เทียมทาน งามล้ำนางมาร
เมื่อได้ยินฉินฟานพูดเช่นนี้ นางก็อดกลอกตาขาวไม่ได้
“เจ้าน่ะกลัวถูกรังแกหรือ? พวกจอมสังหาร เทพสงคราม ปรมาจารย์ที่มาตามข้าน่ะ ระดับสูงทั้งนั้น แต่ละคนถูกเจ้าใช้หมัดซัดจนปางตาย แตกกระเจิงไปไม่ใช่หรือไง?”
ฉินฟานเกาหัวพลางยิ้ม แล้วหันไปใช้สายตาเว้าวอนมองอาจารย์ใหญ่ ไป๋ซวงหวง
“อาจารย์ใหญ่ ข้าช่วยรักษาจิ้งจอกขาวตัวน้อยซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่ท่านรักให้หายเมื่อสาย น่าสงสารจริงเลยใช่ไหม? แบบนี้ท่านต้องซาบซึ้งใจข้ามากเลยสิ ให้ข้าอยู่บนเขาต่อเถอะนะขอรับ!”
อาจารย์ใหญ่ไป๋ซวงหวง เป็นผู้มีวิชาแพทย์เป็นเลิศ ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ พลิกฟ้าดินได้
นางเอื้อมมือมาบีบแก้มฉินฟานแล้วเอ่ยว่า “มันตายมาหลายวันแล้ว ฝังกลบดินไปเรียบร้อยแล้วต่างหาก”
ฉินฟานยิงฟันยิ้ม “ข้าแอบไปขุดเอาจิ้งจอกขาวขึ้นมา แล้วใช้เข็มปราณหยินหยางกระบวนท่าที่สิบสาม ช่วยมันฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้!”
ไป๋ซวงหวงมีสีหน้างดงามเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เข็มปราณหยินหยางมีเพียงสิบสองกระบวนท่า แต่เจ้ากลับคิดค้นกระบวนท่าที่สิบสามขึ้นมาได้เองหรือ? ดูท่า เจ้าคงต้องลงจากเขาแล้วจริง ๆ!”
ฉินฟานมีสีหน้าจนใจ จึงหันไปฝากความหวังไว้กับอาจารย์สาม เซียวตานเม่ย
“อาจารย์สาม ข้ามอบของขวัญให้สักชิ้น เก็บข้าไว้บนเขาต่อได้ไหม?”
อาจารย์สาม เซียวตานเม่ย เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกแขนง ทั้งดนตรี หมากกล หนังสือ ภาพวาด รวมไปถึงคัมภีร์หลีฉีตวิ๋นเจี่ย
ฉินฟานเดินไปหยิบภาพม้วนหนึ่งขึ้นมา คลี่ออกดู เป็นภาพหญิงงามกำลังสรงน้ำ
หญิงงามในภาพมีเรือนผมดำขลับดุจน้ำตก รูปร่างร้อนแรงไร้ผ้าปิดบังแม้แต่น้อย นับเป็นหนึ่งในบรรดานารีชั้นเลิศ หาใช่ใครที่ไหนไม่ หากมิใช่เซียวตานเม่ย
เซียวตานเม่ยตกใจจนหน้าถอดสีแทบสิ้นสติ “ศิษย์ทรยศ เจ้าแอบมาส่องดูอาจารย์อาบน้ำหรือ?”
“ผิดแล้ว ข้ามิได้แอบดูอะไรทั้งนั้น ในห้องอาจารย์สามมีค่ายกลสังหารพิสดารขั้นยอดล้อมรอบอยู่ เจ้าลอบเข้าไปทำลายมันแล้วแอบเข้าไปอย่างเงียบเชียบได้อย่างไร?”
“อาจารย์สามขอรับ คิดว่าข้าแอบดูหรือ? ข้าเข้าไปวาดภาพชุดของท่านแบบเปิดเผยต่างหากเล่า!”
“นี่เพิ่งจะวาดท่าไปท่าเดียว ยังมีท่าทางอีกตั้งหลายท่าที่ข้ายังไม่ได้วาดด้วยซ้ำ! ไว้ค่อย ๆ วาดทีหลังแล้วกันนะ!”
“ส่วนค่ายกลอะไรนั่น ของแค่นั้นพอเจอกับข้า มันก็พังไปเองแล้วล่ะขอรับ!”
ฉินฟานพูดจาอย่างไม่ใส่ใจ
อาจารย์ทั้งสามหันมองหน้ากัน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก
“ศิษย์ผู้นี้ฝืนลิขิตสวรรค์!!!”
พวกนางต้องการให้ฉินฟานลงเขา แท้จริงแล้วมีสาเหตุสำคัญที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตาย นั่นคือ ใกล้ถึงวาระสุดท้ายของฉินฟานแล้ว
ร่างกายของเขามีลักษณะพิเศษมาก จัดเป็น ‘ร่างสุริยันพิสุทธิ์’ หายากยิ่ง ต่อให้ผ่านไปหมื่นปีก็อาจไม่พบอีก ชั่วชีวิตนี้จะต้องหาหญิงที่มี ‘ร่างจันทราเย็นเยือก’ อย่างน้อยเก้านางมาเตโชธาตุหยินหยางให้สมดุล
โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีนี้ จะต้องหาหญิงร่างจันทรามาเตโชธาตุให้สมดุลหนึ่งนางก่อนเพื่อบรรเทาชะตาฟ้าลิขิต
มิเช่นนั้น หลังจากครึ่งปีนี้ผ่านไป จะต้องตายอย่างแน่นอน
ส่วนสตรีร่างจันทราคนแรก พวกนางก็ได้หาไว้ให้กับฉินฟานเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังตกลงหมั้นหมายให้เขาไว้ด้วย ส่วนที่เหลือก็ต้องให้เขาออกตามหาด้วยตัวเอง
ฉินฟานอาวรณ์อาจารย์ผู้เลิศล้ำทั้งสาม ไม่ยอมลงเขา
“ตกลงครับ อาจารย์ทั้งสาม ดูท่าพวกท่านจะต้องปั้นใจให้แข็งยิ่งกว่าหิน เพื่อขับข้าลงจากเขาแน่แล้ว”
“เช่นนั้นข้าไปนะครับ พวกท่านอย่าคิดถึงข้ามากนะ บ๊ายบาย!”
จุ๊บ!
ส่งจูบลาก่อนจาก ฉินฟานแบกถุงผ้าติดหลัง อาวรณ์อาลัยจากไป หอยน้ำตาคลอเบ้าโดยไม่ทันรู้ตัว
สิบปีแล้ว
อาจารย์ทั้งสามได้ถ่ายทอดวิชาความสามารถที่เหนือล้ำปฐพีทั้งหมดให้แก่เขาโดยไม่ปิดบัง
ครั้นต้องพรากจากกันในวันนี้ ย่อมเต็มไปด้วยความอาวรณ์ยากตัดใจ
“เจ้าเด็กเหม็นนี่มีพรสวรรค์เหนือมนุษย์ เพียงสั้น ๆ สิบปีกลับเติบใหญ่ถึงขั้นน่าสะพรึงเพียงนี้ สมกับเป็นอสูรเหนือหล้าจริงแท้!”
“ออกไปครานี้ เขาย่อมประดุจพยัคฆ์ร้ายลงเขา มังกรดำออกทะเล ไม่รู้ว่าจะก่อคลื่นพายุใหญ่เพียงใดในโลกมนุษย์ได้เลย!”
“น่าเสียดาย พวกเราไม่อาจอยู่เห็นแล้ว...”
อิสตรีผู้เลอโฉมทั้งสามยืนอยู่บนยอดเขา มองแผ่นหลังของฉินฟานที่กำลังจากไป ใบหน้างามล้ำปรากฏแววอาวรณ์ลึกซึ้งแฝงความโศกเศร้า
ภัยพิบัติครานี้ อาจารย์ทั้งสามเกรงว่าคงไม่อาจพ้นเคราะห์ ขอเพียงให้เจ้าลงเขาล่วงหน้าเพื่อหลบหนีเคราะห์
……
สองวันต่อมา ณ เมืองหนิงไห่
ฉินฟานยืนอยู่หน้าตึกของบริษัทฉางคัง มองสาวงามในชุดยูนิฟอร์มที่เดินเข้า ๆ ออก ๆ หน้าประตูอย่างอดประหลาดใจไม่ได้
“ไม่เลว สาวงามพวกนี้เยอะใช้ได้ แต่ถ้าเทียบกับสามอาจารย์แล้ว ก็ยังห่างชั้นกันอีกไกลโข”
ตามข้อมูลที่อาจารย์ให้ไว้ คู่หมั้นของเขาชื่อ เย่เฉียงเวย เป็นซีอีโอของบริษัทฉางคัง
ฉินฟานกำลังคิดจะเดินเข้าไป จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังอึกทึก
“เฉียงเวย บอกผมทีว่าผมเสียเปรียบตรงไหน มีจุดไหนที่คู่ควรกับคุณไม่ได้?”
มองเห็นข้างถนนมีชายหนุ่มแต่งตัวหรูหราคล้ายลูกคุณหนู กำลังสกัดดักสาววัยเยาว์นางหนึ่ง
สาวผู้นั้นสวมเสื้อสูทและกระโปรงรัดรูป ช่วยขับเน้นสัดส่วนอันเร่าร้อนของนางให้เด่นชัดยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปร่างหรือหน้าตาล้วนนับว่าเป็นเลิศ
นางคือเย่เฉียงเวย ซีอีโอของบริษัทฉางคังนั่นเอง
“โจวไท่ ฉันบอกคุณไปกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าไม่ชอบคุณ เลิกทำตัวเป็นหมาขี้เรื้อนตื้อฉันให้มันเสียทีเถอะ รักษาหน้าตัวเองไว้บ้างได้ไหม?”
เย่เฉียงเวยทำหน้าสะอิดสะเอียน
โจวไท่ไม่ยอมลดละ เอื้อมมือไปคว้าแขนเย่เฉียงเวยไว้ พลางกล่าวว่า “ความอดทนของผมมันจำกัดนะ ผลของการถูกปฏิเสธน่ะ คิดดูให้ดีแล้วรึยัง? คุณจะรับมันไหวเหรอ?”
บิดาเขาคือบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในเมืองหนิงไห่
ด้วยการพักพิงจากบิดานี้เอง โจวไท่จึงทำตัวหยิ่งผยอง เอาแต่ใจตลอด ได้ฉายาว่าเป็นหนึ่งในสี่คุณชายแห่งหนิงไห่
สาวใดที่เขาเล็งไว้ แทบจะไม่มีผู้ใดที่เขาเอาชนะใจไม่ได้
มาครั้งนี้กลับถูกเย่เฉียงเวยปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขารู้สึกอัปยศและโกรธแค้นยิ่งนัก
แขนถูกโจวไท่บีบเอาไว้จนปวดเจ็บ สีหน้าของเย่เฉียงเวยเปลี่ยนไป เอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “โจวไท่ ฉันเตือนคุณว่าอย่ามากเกินไป ปล่อยมือซะ ไม่งั้นฉันเรียก รปภ. แล้วนะ!”
“เรียก รปภ. งั้นเหรอ?”
โจวไท่หัวเราะหึ ๆ หันไปมองฝ่ายรักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูบริษัท “จะดูเสียหน่อย ว่าในบริษัทของคุณ มี รปภ. หน้าไหนที่เบื่อชีวิต ถึงกล้าแตะต้องคุณชายคนนี้?”
เหล่า รปภ. ต่างรีบหันหน้าไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไร
การทำผิดกับเย่เฉียงเวยจากตำแหน่งซีอีโอ พวกเขาอย่างมากก็แค่ตกงาน
แต่การทำผิดกับโจวไท่ คุณชายใหญ่ผู้นี้ พวกเขาอาจต้องเสียแขนเสียขาไปเลยล่ะ
“ใช้ได้นะ ทั้งหุ่นทั้งหน้าไม่มีที่ติเลย ให้เธอสอบผ่านอย่างเสียมิได้เท่านั้น!”
ไม่ไกลออกไป ฉินฟานเพียงแวบเดียวก็ดูออกว่าเย่เฉียงเวยเป็นร่างจันทราเย็นเยือก แถมยังได้ยินคนเรียกชื่อนางอีก เช่นนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางคือคู่หมั้นของเขา
ทันใดนั้น เขาก็เดินตรงเข้าไปหาโจวไท่แล้วโบกมือพลางว่า “ไสหัวไปให้ไกล ๆ นี่เป็นหญิงของข้า ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาอาจเอื้อม”
เมื่อเห็นมีคนกล้าเข้ามาเสือกเรื่องไม่เป็นเรื่อง โจวไท่ก็พลุ่งพล่านขึ้นทันที “แกมันหาที่ตายรึไง ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร? คุกเข่าลงกับกูซะ ไม่งั้นกูจะหักขาหมา ๆ ของแก!!!”
เพี๊ยะ!
เสียงสิ้นลง แก้มของโจวไท่ก็โดนตบเข้าเต็มแรง เลือดซึมออกจากมุมปาก
ทั่วทั้งสถานที่เงียบกริบ
ผู้คนทั้งหมดพากันอึ้งตะลึง
ไม่มีใครคาดคิด ว่าจะมีคนกล้าลงมือกับคุณชายโจว นี่มันรนหาที่ตายชัด ๆ ไม่ใช่รึ?
โจวไท่ใช้เวลานานพอควรจึงได้สติกลับคืน ก็พลันโกรธเกรี้ยวเดือดดาล
“แกมันกล้าดี...”
เพี๊ยะ!
“แกหาที่...”
เพี๊ยะ!
“ไปตาย...”
เพี๊ยะ!
โจวไท่โดนตบเข้าใส่ติด ๆ กันหลายฉาด โกรธจนขนหัวลุกชัน
เป๊าะ!
เขาเตรียมจะลงมือโต้กลับ แต่ข้อมือก็กลับถูกฉินฟานจับเอาไว้อีกครั้ง ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขาเจ็บปวดจนบิดเบี้ยว โกรธจัดพลางโห่ร้องคำรามขึ้น
“ไอ้ลูกหมา กล้าตีกู มึงตายแน่ รู้ไหมว่าพ่อกูเป็นใคร?”
ฉินฟานทำสีหน้าเห็นใจแล้วพูดว่า “เจ้าก็สามสิบเข้าไปแล้วไม่ใช่รึ? โตป่านนี้แล้วยังไม่รู้ว่าพ่อตัวเองเป็นใครอีกนะ น่าสงสารจริง!”
“อีกอย่าง เรื่องนี้เจ้าควรไปถามแม่เจ้านะสิ จะถามข้าทำไมกัน?”
พรืด!
ผู้คนพากันขำพรืด
ตอบได้... สุดยอดซะจริง ๆ เลย!
โจวไท่โกรธจนแทบบ้าระเบิดปอด
โง่หรือเปล่า?
ฟังไม่ออกหรือว่านี่เป็นคำขู่?
เขาโกรธจนกรามแทบจะแตกกัดฟันแน่น จ้องเขม็งไปที่ฉินฟานอย่างเคียดแค้น แล้วทิ้งคำขู่ “ได้เลย มึงแน่มาก มึงมันหา...”
เพี๊ยะ!
ฉินฟานตบฉาดใหญ่เข้าให้ สะบัดโจวไท่ปลิวกระเด็น “ไสหัว!!!”
โจวไท่กระเสือกกระสนลุกขึ้นจากพื้นอย่างน่าดูชา ไม่กล้าแสดงฤทธิ์เดชอีก แล้วจ้องมองฉินฟานเขม็ง พร้อมกับระงับความโกรธและความอัปยศไว้ แล้วกลับขึ้นนั่งในรถ
จากนั้น เขาก็หยิบมือถือขึ้นมาโทรออกทันที
ไม่มีใครรู้ว่าเขาพูดอะไรในโทรศัพท์ เห็นแต่เพียงเมื่อเขาโทรเสร็จแล้ว ดวงตาที่มองจ้องมาที่ฉินฟานนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความโหดเหี้ยมและอาฆาตอย่างร้ายกาจ
“ไอ้เซ่อคนนี้ ไม่ดูเสียหน่อยว่านั่นใคร ซวยแน่แล้ว!”
เหล่า รปภ. อดที่จะสวดส่งวิญญาณให้ฉินฟานล่วงหน้าในใจไม่ได้
ฉินฟานทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมือ
ประหนึ่งว่าเมื่อครู่แค่เอามือตบแมลงวันตัวหนึ่งแล้วมือสกปรก
เย่เฉียงเวยเห็นฉินฟานหน้าตาค่อนข้างแปลกใหม่ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “คุณอยู่แผนกไหน ทำไมฉันไม่เคยเห็นคุณมาก่อน?”
ฉินฟานยิงฟันยิ้มแล้วตอบว่า “หวานใจครับ ผมไม่ได้อยู่บริษัทของคุณหรอก ผมมาหาคุณเพื่อทำตามสัญญาหมั้นหมายไง!”