บทที่ 2 พบพานใต้เหมือง
ไฟฉายบนหัว ผสานกับหลอดไฟส่องสว่างสีขาวนวลบนเพดานเหมือง ขับไล่ความมืดภายในเหมือง
ตู้ซิวอาศัยเส้นทางในความทรงจำรุดลึกลงไปเรื่อยๆ
ยิ่งลึกเข้าไป การระบายอากาศไม่เพียงพอ ทำให้กลิ่นต่างๆ ในอากาศปะปนหมักหมมตลอดเวลา
กลิ่นเหม็นสาบ ฝุ่นละออง ชื้นแฉะ เหนียวหนืด
จนแทบหายใจไม่ออก
ทั้งสองมาถึงจุดอับสายตา
เหลียนรั่วเฟยสูงกว่าตู้ซิวครึ่งศีรษะ ร่างบึกบึ็น เมื่อสวมเสื้อผ้ากันหนาวที่สกปรกและหนาเตอะ ดูคล้ายหมีดำ
พวกเขาต่างเป็นเด็กกำพร้า เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อสถานเลี้ยงฯ ปิดตัวลง ทั้งสองระหกระเหินกลางถนนด้วยกันหลายปี ก่อนถูกค้ามนุษย์ขายให้บริษัทการค้าหม่าซื่อ และถูกส่งตัวมาที่นี่ กลายเป็นทาสเหมือง ต้องพึ่งพาอาศัยกัน
เหลียนรั่วเฟยกวาดตามองรอบๆ ด้วยแววตาหม่นหมอง หลังแน่ใจว่าไม่มีใคร จึงใช้พลั่วทหารขุดแงะซอกหนึ่ง เห็นแร่หลายสิบก้อนมีสีดำสนิทและมีจุดสีเงินกระจายทั่ว สีหน้าของเขาจึงแสดงความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
เหล่านี้เป็นแร่มิเซอเรียทังสเตนที่ทาสเหมืองต้องตามหาอย่างแท้จริง
"ซิวเอ้อร์ ไม่มีใครมา!"
"อือ แร่พวกนี้ที่เหลือ ส่งมอบได้อีกไม่กี่ครั้ง หวังว่าแผนของเราจะสำเร็จไปได้ด้วยดี!"
ตู้ซิวกวาดตามองรอบหนึ่ง ยืนยันว่าไม่มีร่องรอยใครมา ก่อนพยักหน้า
"แผน...ค่อยว่ากันไปทีละก้าวเถอะ! ว่าแต่ ปรุงยาออกมาได้หรือยัง?"
เหลียนรั่วเฟยลูบมือไปมา หน้าอัดแน่นด้วยความคาดหวัง
สองปีก่อน เหมืองมีผู้ปรุงยาคนหนึ่งมา ว่ากันว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของบริษัท ถูกส่งมาที่เหมือง
ตู้ซิวกับเหลียนรั่วเฟยประจบประแจง อาสาช่วยอีกฝ่ายหาแร่ ปรนนิบัติดูแลความเป็นอยู่ อีกฝ่ายจึงถ่ายทอดความรู้ด้านปรุงยาบางส่วน
เหลียนรั่วเฟยเมินเฉยต่อความรู้ปรุงยาอันยุ่งยากซับซ้อนนั้น ฟังราวกับคัมภีร์สวรรค์
ตรงกันข้าม ตู้ซิวกลับมีพรสวรรค์ไม่น้อย
ความรู้ปรุงยา ราวกับมีขางอก เพียงมองผ่านๆ ก็วิ่งเข้าสู่สมองของเขา
เรื่องนี้ทำให้ผู้ปรุงยาหม่าคิดว่าเป็นอัจฉริยะ จึงชี้แนะความรู้พื้นฐานด้านปรุงยาให้ตู้ซิวบางส่วน
น่าเสียดาย ตู้ซิวเรียนได้เพียงคร่าวๆ ผู้ปรุงยาหม่าก็เสียชีวิตในคืนไร้ดาวคืนหนึ่ง
ถูกลอบสังหาร
ตู้ซิวคาดว่า น่าจะเป็นความขัดแย้งภายในของตระกูลหม่า ท่านหม่าผู้เฒ่าเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้
มีคนส่งท่านหม่ามาที่เหมืองอันห่างไกล คงต้องการปกป้องชีวิตเขา
แต่ก็มีคนไม่ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ ตามล่ามาถึงที่นี่
แน่นอนว่า รายละเอียดนั้น ตู้ซิวไม่สนใจเลย และไม่คิดจะแก้แค้นให้ท่านหม่าผู้เฒ่า
อย่างไรก็ตาม เขาเป็นเพียงทาสเหมือง
ทาสเหมืองผู้โชคดีที่ได้เรียนรู้ความรู้ปรุงยาโดยบังเอิญ
"อือ ปรุงออกมาได้สองชุด"
ตู้ซิวหยิบผงยาสองซองจากกระเป๋า แบ่งให้เหลียนรั่วเฟยหนึ่งซอง
ตามหลักแล้ว ผงยาในมือตู้ซิว ไม่ใช่ยาน้ำเลย การปรุงยาจริงต้องใช้ห้องปฏิบัติการที่แม่นยำอย่างยิ่ง
ในมือเขา มีเพียงกึ่งสำเร็จรูปขั้นต่ำด้อยคุณภาพ
บางที ในสายตาผู้ปรุงยาจู้จี้บางคน นี่ยังไม่นับว่าเป็นกึ่งสำเร็จรูปด้วยซ้ำ
ตู้ซิวเทผงยาใส่ปาก อมไว้ ก่อนหยิบกระติกน้ำ ดื่มน้ำเล็กน้อย ไม่กลืนลงคอ แต่กลับใช้บ้วนปาก ล้างช่องปากไปมา ให้ผงยาละลายหมดดีแล้วจึงกลืนลงคอ
นี่คือกึ่งสำเร็จรูปของยาพลังปราณ ช่วยให้รับรู้และดูดซับพลังปราณได้ดีขึ้น
จักรวรรดิและศาสนจักร สานต่อสงครามบนทวีปตะวันออกและตะวันตกมาเนิ่นนานนับไม่ถ้วนปี
พลเมืองชั้นล่างของจักรวรรดิ หากต้องการทะยานตน หลุดพ้นการกดขี่ของบริษัทการค้า เป็นชนชั้นสูง ต้องรู้สึกรับและดูดซับพลังปราณเป็นผู้บำเพ็ญปราณ หรือต้องเป็นผู้ปรุงยา
ผู้บำเพ็ญปราณที่แข็งแกร่งมีความสามารถเหนือมนุษย์ สามารถต่อสู้กับอสูรดุร้ายนานาชนิดและเผ่ามดภายใต้ศาสนจักร
ส่วนผู้ปรุงยา อาศัยความรู้ในสมุนไพรดุจดวงดาวบนทุ่งหญ้ากว้าง สามารถปรุงยาลึกลับหลากหลายได้
ยุคนี้เป็นยุคแห่งสงคราม ผู้บำเพ็ญปราณและผู้ปรุงยา เป็นดาวฤกษ์ที่สุกสกาวที่สุดบนท้องฟ้าของยุค
หลังจากทั้งสองกินยาลงไป เหลียนรั่วเฟยหยิบหนังสือเก่าสีเหลืองเล่มหนึ่ง บนนั้นเขียนตัวอักษรว่า "ท่ายกพันชั่ง"
นี่คือเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังปราณพื้นฐานที่แพร่หลายที่สุดในจักรวรรดิ
ราชวงศ์จักรวรรดิหรือบริษัทการค้าต่างๆ อาศัยท่ายกพันชั่ง คัดกรองคนหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝน
หากสามารถใช้ท่ายกพันชั่งรู้สึกและฝึกฝนพลังปราณได้ จะได้รับการเอาใจใส่บ่มเพาะเป็นพิเศษ
หากไม่สามารถฝึกพลังปราณได้ ก็ต้องยอมเป็นพลเมืองชั้นล่างของจักรวรรดิโดยดี เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็เข้าบริษัททำงานตามความสามารถของตน
เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิและความฟุ้งเฟ้อของชนชั้นสูง ส่งแรงบันเล็กน้อยของตน
ครู่ใหญ่ ตู้ซิวลืมตา แววตามีความห่อเหี่ยว
เขาไม่จำเป็นต้องลงเหมือง แต่เพื่อหาสถานที่ฝึกฝนที่เงียบสงบ จึงต้องตามลงมาด้วย
น่าเสียดาย เขาต่อยหนักในเรื่องปรุงยา แต่กลับเป็นมวยล้มในเรื่องพลังปราณ
ขณะเขาลุกขึ้น เหลียนรั่วเฟยก็ลืมตาเช่นกัน หน้าตาไร้อารมณ์
"ฝึกพลังปราณออกมาได้แล้ว?"
ตู้ซิวอดสงสัยไม่ได้
"ยัง"
เหลียนรั่วเฟยส่ายหัว
ตู้ซิวตบไหล่เขา "อย่างนั้นใจฉันก็ดีขึ้นเยอะ"
เหลียนรั่วเฟยขว้างสายตาไม่พอใจใส่อีกฝ่าย
กะเวลาได้พอดี ทั้งสองเก็บของเตรียมตัวออกไป
เหลียนรั่วเฟยให้ตะกร้ามีแร่มิเซอเรียทังสเตนเต็มโควตา ส่วนตู้ซิวใส่แค่สองสามก้อนพอเป็นพิธี
ทั้งสองเดินบนทางในเหมือง เหลียนรั่วเฟยคอยระแวดระวังรอบกายไปด้วย ถามเรื่อยเปื่อย "ระยะหลัง อาการปวดหัวกำเริบอีกไหม?"
ตู้ซิวเอามือขยี้หน้า อย่างรำคาญใจเป็นที่สุด "ยังไม่กำเริบเลย คงอีกไม่นาน"
เขาปวดหัวเป็นพักๆ มาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความถี่ปวดหัวก็ถี่ขึ้น รุนแรงมากขึ้น
หลายครั้งหลังถึงกับหมดสติ
"หากวันไหนปวดหัวจนตายไป ฉันก็ไม่แปลกใจ"
ตู้ซิวยิ้มเยาะตัวเอง
เนื้อหาของผู้ปรุงยาครอบคลุมกว้างขวาง ผู้ปรุงยาทุกคนล้วนเป็นหมอที่เชี่ยวชาญ
เขาเองก็เคยหาสมุนไพรรักษาอาการปวดหัวได้หลายชนิด แต่ก็ไม่สามารถรักษาได้
อาการปวดหัวประหลาดนี้ยังคงมาทุกครั้งตามเวลา ทรมานเขาจนไม่กลัวตาย
ทันใดนั้น
ในเหมืองที่เงียบสงัด มีเสียงเสียดสีของรองเท้าบูทกับกรวดหินดังมา
ทั้งสองหยุดเท้า จ้องมองเบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ช่องทางภายในเหมืองเชื่อมโยงถึงกัน ด้านหน้าเป็นทางแยกกับอีกช่องทางหนึ่ง
บรรยากาศเงียบงันกะทันหัน
ตู้ซิวกับเหลียนรั่วเฟยมองหน้ากัน ไม่มีใครขยับเขยื้อน จ้องมองทางแยกเหมืองอย่างระแวดระวัง
ไม่กี่นาทีต่อมา ในทางแยกของเหมือง ปรากฏร่างหนึ่ง
นายงานหนุ่มสีผิวคล้ำคนหนึ่ง เห็นตู้ซิว รู้สึกดีใจโบกมือให้ "ท่านผู้รอบรู้น้อย!"
นายงานและผู้คุมในเหมือง ล้วนมีแผลใหม่หรือแผลเรื้อรัง หลังจากผู้ปรุงยาหม่ามาที่นี่ ช่วยเหลือคนมากมาย ได้รับการขนานนามว่า "ท่านผู้รู้"
ส่วนหลังจากเขาเสียชีวิต ตู้ซิวผู้สืบทอดวิชาของเขา จัดการกับโรคธรรมดาๆ ของคนเหล่านี้ก็ง่ายดาย ถูกเรียกขานว่า "ท่านผู้รอบรู้น้อย"
แต่เบื้องหลังคำว่า "ท่านผู้รอบรู้น้อย" มีความจริงใจเท่าใด ก็ยากจะหยั่งรู้
"โอ้! พี่ซุนนี่เอง! พี่ก็จะกลับไปแล้วหรือ!" ตู้ซิวถามด้วยรอยยิ้ม
"ใช่! วันนี้โชคดี หาแร่ครบก่อนเวลา ไป กลับไปด้วยกันเถอะ! รีบออกจากที่นรกนี้!"
หนุ่มแซ่ซุนหันข้าง ยกตะกร้าด้านหลัง มีแร่เต็มกระบุง