ท่ามกลางความเงียบงันอันชวนพิศวง นั่วถีซาหยาก็เอ่ยขึ้น
“ใช่แล้ว”
นั่วถีซาหยานั่งหลังตรง ผมยาวสีบลอนด์แพลทินัมทอดลงข้างบ่า ใบหน้าไร้อารมณ์เกินจำเป็น ทว่าสายตากลับแน่วแน่
“ถ้าชนะแล้วกลับต้องหวาดระแวง คอยระวังคนอื่นมาชิงของไปตลอดเวลา ชัยชนะเช่นนั้นก็หมดความหมายไปตั้งแต่แรกแล้ว”
เธอมองไปทางถัวตัน “ขอให้ทางการเผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างจริงจัง”
ทันทีที่เธอพูดจบ หวนเสวี่ยหลิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน
“วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งความเงียบเห็นชอบด้วย”
อวิ๋นเฉินมองพวกเธอทั้งสอง สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในใจไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
อ้าวรุ่ยทีคังกับวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งความเงียบเป็นทีมตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์อยู่แล้ว
หากแก้กฎข้อนี้ได้จริง ย่อมมีแต่ผลดี ไม่มีผลเสียต่อทีมที่มีฝีมือพอจะฝ่าฟันไปจนถึงรอบสุดท้ายอย่างพวกเขา
พูดว่าเห็นแก่โลกสีน้ำเงิน คงไม่ตรงนัก ที่จริงแล้วพวกเขากำลังหาหลักประกันให้ตัวเองมากกว่า
หยวนฝู่เห็นปฏิกิริยาของคนเหล่านั้นอยู่ในสายตา ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ ราวกับกำลังครุ่นคิด
ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็เงยหน้ามองอวิ๋นเฉิน น้ำเสียงชวนให้คาดเดาไม่ออก “ถ้าเราไม่ตกลงล่ะ?”
“แล้วเธอจะต่อต้านยังไง? คิดจะพาผู้เล่นทั่วทั้งจักรวาลมาคว่ำบาตรแบบนี้ไปตลอดหรือไง? อย่าบอกนะว่าเธอไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่าทางการจะยอมทนกับเรื่องเหลวไหลของพวกเธอไปเรื่อย ๆ”
