กรรมการกล่าวว่า “ประกาศเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เลือกไพ่ในมือที่ต้องการออกจริง ๆ แล้วคว่ำไว้บนโต๊ะ”
อวิ๋นเฉินหยิบไพ่ใบหนึ่งจากกองไพ่ในมือโดยไม่แสดงสีหน้า แล้วคว่ำลงบนโต๊ะ
ผู้เล่นคนอื่น ๆ ทยอยทำตามจนครบ
กรรมการกล่าวว่า “เข้าสู่ช่วงท้าทายแล้ว มีใครต้องการท้าทายผู้เล่นที่นั่งอยู่ทางซ้ายหรือขวาของตัวเองไหม?”
ทั้งห้องเงียบกริบ
ไม่มีใครขยับ
นับเป็นเรื่องปกติ
รอบแรกเป็นรอบหยั่งเชิง ไพ่ของทุกคนยังมีเหลือเฟือ อีกทั้งไม่มีข้อมูลอะไรเลย
หากท้าทายในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากการพนัน ความเสี่ยงสูงเกินไป ทุกคนจึงเลือกสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง
“ไม่มีใครท้าทาย” กรรมการยืนยัน “ถ้าอย่างนั้นก็เปิดไพ่ได้”
พรึ่บ
อวิ๋นเฉินพลิกไพ่ที่คว่ำอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
เป็นไพ่[กระดาษ]
แต่สิ่งที่เธอประกาศคือ[กรรไกร]
ส่วนผู้เล่นทางซ้ายและขวาของเธอเปิดไพ่ที่ตรงกับคำประกาศทุกประการ ซื่อตรงออกไพ่ตามที่ประกาศไว้
สุ่ยลั่วเฉินซิน (เฮ่อหลี่เอ่อร์) เห็นไพ่ของอวิ๋นเฉินแล้วเบิกตากว้าง
เธอหลอกคนอื่นจริง ๆ ด้วย!
รอบแรกทุกคนกำลังหยั่งเชิง ต่างก็สร้างภาพลักษณ์ “คนรักษาคำพูด” แล้วทำไมคนนี้ถึงเริ่มเล่นสกปรกตั้งแต่ต้น?
อวิ๋นเฉินมีสีหน้าเรียบเฉย แถมยังยิ้มอย่างไร้เดียงสาอยู่เล็กน้อย
รอบแรกทุกคนเลือกเล่นอย่างระมัดระวัง มีโอกาสสูงว่าจะพูดความจริงเพื่อผลประโยชน์ระยะยาว และสร้างภาพลักษณ์ “ซื่อสัตย์น่าเชื่อถือ”
ในเมื่อเป็นแบบนั้น นี่ก็เป็นจังหวะเหมาะที่สุดที่จะหลอกคนไม่ใช่หรือ?
นี่แหละที่เรียกว่าฉีกขนบ
