อวิ๋นเฉินส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ใช่ทุกคนจะชอบความครึกครื้น สำหรับฉัน อยู่คนเดียวสบายใจกว่า”
หมิ่นอิ่งซินได้ยินดังนั้นก็ปล่อยมืออวิ๋นเฉิน ก่อนพยักหน้าอย่างผิดหวังเล็กน้อย ท่าทางราวกับลูกสุนัขที่หูลู่ลง “ก็ได้ค่ะ... พี่ฮวาหรง หนูเข้าใจแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเธอ อวิ๋นเฉินก็ใจอ่อนลงเล็กน้อย อดเตือนไม่ได้ว่า “ต่อไปต้องรู้จักระวังตัวให้มากกว่านี้ อย่าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป”
อย่างไรเสียก็รู้จักกันมาแล้ว อีกทั้งเด็กสาวคนนี้ก็น่าเอ็นดูไม่น้อย เธอไม่อยากเห็นอีกฝ่ายต้องเสียเปรียบ
ใครจะคิดว่าพอหมิ่นอิ่งซินได้ยินเช่นนั้นก็ยืดหลังตรงทันที สีหน้าไม่ยอมแพ้ “หนูไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย! เพื่อน ๆ บอกว่าหนูฉลาดมาก! เกมเมื่อวานหนูก็ชนะด้วย!”
“ฉันยืนยันได้” กู่เสวี่ยช่วยพูดเสริมอยู่ข้าง ๆ “เมื่อวานฉันกับเสี่ยวซินเข้าทีมเล่นเกมเดียวกัน เธอเป็นคนบัญชาการตลอดทั้งเกม แบกทีมจนชนะเลย! เก่งมากจริง ๆ!”
อวิ๋นเฉินประหลาดใจเล็กน้อย “งั้นฉันเข้าใจผิดไปเองเหรอ?”
ดูท่าเด็กสาวคนนี้จะเป็นพวกแสร้งทำตัวอ่อนแอเพื่อหลอกให้ศัตรูประมาท ภายนอกดูใสซื่อไร้พิษภัย แต่ข้างในฉลาดเป็นกรด
หมิ่นอิ่งซินเชิดคางอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้ว! ที่หนูไม่ระวังตัวกับพี่ฮวาหรงก็เพราะเห็นว่าพี่เป็นคนดี!”
“ฉันเป็นคนดีเหรอ?” อวิ๋นเฉินชี้ตัวเอง สีหน้าขบขันเล็กน้อย
“ไม่ใช่เหรอคะ?” หมิ่นอิ่งซินถามกลับพลางกะพริบตากลมโต
“...เธอว่าใช่ก็ใช่แล้วกัน”
