“แล้วจะรออะไรอีกล่ะ?” อวิ๋นเฉินหมุนตัวเดินออกไปทันที “ไป ทวงหนี้จากบ้านพวกเขากัน”
เธอแทบรอไม่ไหวที่จะได้นั่งยานอวกาศลำใหม่แล้ว
……
เมื่อมาถึงด้านนอกคฤหาสน์ตระกูลคาเลอร์ อวิ๋นเฉินก็เงียบไปอีกครั้ง
เธอมองกลุ่มอาคารที่กว้างใหญ่จนแทบมองไม่เห็นขอบเขต แล้วอดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ดาวต้ายื่อแห่งนี้ไม่มีคนจนเลยหรือไง?!
คฤหาสน์ตรงหน้าโอ่อ่ากว่าบ้านของเจ้าของคฤหาสน์คนเมื่อครู่อีก
หลังกำแพงสูงมีอาคารหลักและอาคารรองตั้งเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ แม้แต่ลานบ้านก็ยังมีพื้นที่โล่งสำหรับจอดยานบินส่วนตัวโดยเฉพาะ โดมแก้วไกลออกไปสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ แค่มองก็รู้ว่าราคาสูงลิ่ว
จู่ ๆ อวิ๋นเฉินก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหลัวเฮ่อถึงอิจฉาตาร้อน
แน่นอนว่าเข้าใจ ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย
เคยยากจนไม่ได้หมายความว่าจะระบายอารมณ์ใส่ครอบครัวคนอื่นได้
พวกเธอมาถึงค่อนข้างเร็ว คนตระกูลคาเลอร์ยังกลับมาไม่ถึงคฤหาสน์
หลังกลายเป็นหิน พวกเขาถูกย้ายไปจัดแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ แม้จะกลับคืนร่างมนุษย์แล้ว แต่ก็ยังอยู่ข้างนอก ต้องใช้เวลาเดินทางกลับ
การขนย้ายรูปปั้นหินกว่าร้อยตัวไม่ใช่งานเล็ก ๆ เลย
เป็นอย่างที่คิด คนเราทำเรื่องชั่วร้ายย่อมไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
รอไม่นาน รถลอยฟ้าคันหนึ่งก็จอดหน้าประตูคฤหาสน์
ประตูรถเปิดออก หญิงผมแดงคนหนึ่งก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว
พอเห็นจีอู๋ เธอก็ชะงัก สีหน้าประหลาดใจ “ท่านจีอู๋?”
จีอู๋พยักหน้าให้ “คุณเรด”
เมื่อได้ยินชื่อ อวิ๋นเฉินก็พอเดาได้ว่าหญิงคนนี้น่าจะเป็นแม่ของเสี่ยวเฮยกับเสี่ยวไป๋
“ท่านจีอู๋เป็นคนช่วยพวกเราหรือคะ?” คุณเรดถามอย่างซาบซึ้ง
“ไม่ใช่” จีอู๋เบี่ยงตัวเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้เธอมองไปทางอวิ๋นเฉิน “คนที่ช่วยพวกคุณคือคนที่ยืนอยู่ข้างฉัน”
คุณเรดชะงักงัน
เธอมองสำรวจอวิ๋นเฉิน แต่มั่นใจว่าไม่เคยพบหญิงสาวผมดำคนนี้มาก่อน
หรือจะเป็นเพื่อนของญาติคนไหน?
ขณะที่กำลังสงสัย จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกใสกังวานดังมาจากที่ไกล ๆ
“แม่!”
ไวต์กระโดดลงจากรถลอยฟ้าอีกคัน ตอนลงพื้นเกือบยืนไม่อยู่ เธอเซไปสองก้าวก่อนจะพุ่งเข้าหาคุณเรด
“แม่ ไวต์นึกว่าจะไม่ได้เจอแม่อีกแล้ว!”
“ลูกแม่…” คุณเรดกอดลูกสาวไว้ ดวงตาแดงก่ำ “บาดเจ็บตรงไหนไหม กลัวหรือเปล่า?”
