ไม่กี่นาทีต่อมา อวิ๋นเฉินก็บินมาถึงจุดหมาย
เธอเลือกหน้าผาสูงที่สุดแห่งหนึ่ง เก็บปีกแล้วนั่งลง ก่อนจะกวาดตามองภาพเบื้องล่างจากมุมสูง
นักออกแบบเกมนี้คงทุ่มเทความหมายของคำว่า “หลุมพราง” ได้ถึงขีดสุดจริง ๆ
มองจากที่สูง พื้นที่รอบวิหารในรัศมีหลายกิโลเมตรแทบจะเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ประหลาดหินยักษ์
พวกมันมีจำนวนหนาแน่นจนชวนให้ขนลุก มองไปทางไหนก็เห็นยักษ์ใหญ่หลายร้อยตัวเดินเตร่ไร้จุดหมาย
นั่นหมายความว่า ต่อให้ผู้เล่นผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะหนีมาถึงที่นี่ได้อย่างยากเย็น ในช่วงสุดท้ายที่ปลายทางอยู่ใกล้แค่เอื้อม ยังต้องเผชิญแนวป้องกันของสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้อีก
ถ้าไม่มีอาวุธโจมตีวงกว้าง หรือการป้องกันที่แข็งแกร่งพอ พุ่งเข้าไปก็มีแต่ตายกับตาย
ไม่น่าแปลกใจที่เกมนี้ไม่จำกัดจำนวนคนที่ผ่านด่าน
ด่านสุดท้ายระดับนรกแบบนี้ ถ้าอวิ๋นเฉินไม่มีการ์ดขั้นเทพอยู่สองสามใบ อาศัยแค่การ์ดดาวเหนือชั้น คงต้องลุ้นหนักว่าจะผ่านเกมนี้ได้หรือไม่
เธอนั่งเบื่อ ๆ อยู่แบบนั้นเกือบชั่วโมง ลมพัดจนแทบจะเคลิ้มหลับ
ในที่สุดก็มีความเคลื่อนไหวชัดเจนดังมาจากเบื้องล่าง
เป็นเสียงที่คนทำขึ้น
อวิ๋นเฉินตื่นตัวขึ้นทันที แล้วเหลือบมองลงไป
ท่ามกลางพายุทรายเหลือง ร่างเล็กจ้อยราวกับลิงกำลังวิ่งและกระโดดไปมาระหว่างเสาหินที่หักโค่นอย่างคล่องแคล่ว
เบื้องหลังเขามีสัตว์ประหลาดหินยักษ์กว่าสิบตัวไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด เสียงฝีเท้าดังกึกก้อง
ดูจากรูปร่างก็รู้ว่าเป็นผู้เล่นจากดาวว่านอิ้น
