อู๋หม่าไม่ได้ตอบ
เขามองตี๋ซิวซือเงียบ ๆ อยู่หลายวินาที ราวกับกำลังแยกแยะว่าคำพูดนั้นจริงเท็จแค่ไหน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงส่งเสียงรับเรียบ ๆ ว่า “อืม เข้าใจแล้ว”
ตี๋ซิวซือหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนโยนคำถามกลับไป “ตาคุณแล้ว คุณไม่ใช่ ‘ราชินี’ ใช่ไหม?”
“ฉันไม่ใช่จริง ๆ” อู๋หม่ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา
“งั้นนายก็ซวยแล้วล่ะ” ตี๋ซิวซือฉีกยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างกวนประสาท “ดันมาเจอ ‘ราชินี’ ผู้ไร้เทียมทานอย่างฉัน ตอนนี้รีบยอมจำนนแต่โดยดีดีกว่า บางทีถ้าฉันอารมณ์ดี อาจปล่อยให้นายตกรอบอย่างมีศักดิ์ศรีก็ได้”
ปากเขาข่มขู่เสียแข็งกร้าว แต่ในใจกลับรัวกลองไม่หยุด: รีบหนีสิ! นายรีบหนีเร็วเข้า! ถ้าไม่หนี แล้วฉันจะแกล้งไล่ไม่ทันได้ยังไง?
อย่างไรเสียเขาก็เป็นแค่ “เบี้ย” ที่มีระยะโจมตีสั้น นอกจาก “เบี้ย” ระดับล่างเหมือนกันกับ “ราชา” ฝั่งตรงข้ามแล้ว เขาก็ทำอะไรใครไม่ได้
ส่วนอู๋หม่าจะเป็น “เบี้ย” หรือไม่...
ตี๋ซิวซือคิดว่าไม่น่าใช่
สถานะเบี้ยอันตรายเกินไป คนปกติถ้าได้เป็นเบี้ยก็คงอยากเกาะติดเพื่อนร่วมทีมไว้ตลอด ใครจะออกมาเดินเพ่นพ่านคนเดียวอย่างอู๋หม่า คิดว่าทุกคนจะใจกล้าหนังเหนียวเหมือนท่านตี๋อย่างเขาหรือไง?
พอคิดถึงตรงนี้ ตี๋ซิวซือก็เริ่มเดินกดดันเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน
อู๋หม่าถอยหลังจริง ๆ ด้วย
ตี๋ซิวซือโล่งใจขึ้นมาทันที
แบบนี้สิถึงจะถูก
“แน่จริงก็อย่าหนีสิ!” เขารีบแสร้งทำเป็นไล่ตามไปสองก้าว ตะโกนเสียงดังเป็นพิเศษ ราวกับกลัวว่าการแสดงจะดูไม่สมจริงพอ
วินาทีถัดมา ร่างของอู๋หม่าพลันไหววูบ เสื้อคลุมดำสะบัดเป็นเส้นโค้งสีหม่นกลางสายลม ก่อนหายลับไปหลังกลุ่มอาคารเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
