เขาวิเคราะห์เป็นฉากเป็นตอน “ผมแยกทิศทางไม่ออกก็จริง แต่โชคดี ไม่เหยียบกับดัก ขอแค่คุณพาผมไป คอยบอกทาง แล้วเดินตามรอยเท้าผม คุณก็ไม่มีทางกระตุ้นกับดักได้แน่นอน เรียกว่าช่วยเติมเต็มกันอย่างสมบูรณ์แบบ!”
อวิ๋นเฉินเลิกคิ้ว “ต้องยอมรับเลยว่าแผนของคุณรอบคอบดี ข้อเสนอก็ไม่เลว แต่คุณอย่าลืมสิว่าฉันเป็นคนที่กิลด์เฮ่อหลี่เอ่อร์ของพวกคุณเกลียดที่สุด ถ้าดึงฉันมาร่วมมือ ไม่กลัวเพื่อนร่วมทีมรู้เข้าแล้วฉีกคุณเป็นชิ้น ๆ หรือไง?”
“ผมไม่สนแล้ว! ผมแค่อยากออกไป!” สุ่ยเยว่ปิ่งนั่วกุมขมับทึ้งผมอย่างหัวเสีย
บรรยากาศกดดันในเขาวงกต บวกกับความสับสนเรื่องทิศทางที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แทบทำให้เขาเป็นบ้า
“ได้” อวิ๋นเฉินตอบตกลง
การร่วมมือครั้งนี้มีแต่ได้กับได้สำหรับเธอ มีเครื่องตรวจจับกับดักเดินได้อยู่ข้างหน้า ก็ช่วยลดปัญหาไปได้ไม่น้อย
ส่วนเรื่องร่วมมือกันน่ะหรือ... อย่างมากก็แค่พอใกล้ถึงทางออก ค่อยใช้ไม้พลองฟาดเขาสลบไปก็สิ้นเรื่อง
“ในเมื่อเราตกลงร่วมมือกันแล้ว ก็ห้ามทรยศกัน พูดปากเปล่าไม่มีหลักฐาน เรามาสาบานกันดีกว่า พอดีผมมี[การ์ดคำสาบาน]อยู่ใบหนึ่ง”
เห็นได้ชัดว่าสุ่ยเยว่ปิ่งนั่วรู้ดีว่าอวิ๋นเฉินเป็นคนอันตรายที่ไม่ทำอะไรตามแบบแผน เขาจึงเผื่อใจไว้และหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาอย่างเด็ดขาด
“...” อวิ๋นเฉินพูดไม่ออก
จริงด้วย นอกจากจะเป็นคนหลงทิศทางแบบหมดทางเยียวยาแล้ว สุ่ยเยว่ปิ่งนั่วก็ไม่ได้โง่ในเรื่องอื่นเลย
“ไม่เชื่อใจฉันหรือ?” อวิ๋นเฉินถามพลางยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
