ทุกคนยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจกฎข้อนั้น ฉากตรงหน้าก็เปลี่ยนไปฉับพลัน
โรงละคร เวที และเก้าอี้หายวับไปพร้อมกัน
รอบด้านจมสู่ความมืดมิดและเงียบงัน
ทันใดนั้น ลำแสงสีขาวเย็นตาหกสายก็ส่องลงมาจากเบื้องบน โอบล้อมคนทั้งหกแยกกันไว้
อวิ๋นเฉินเงยหน้าขึ้น พบว่าระยะห่างระหว่างเธอกับคนอื่น ๆ ถูกยืดออกไปไกลอย่างไร้ขอบเขต
ทั้งที่ยังมองเห็นเงาร่างเลือนรางของพวกเขา แต่กลับราวกับมีม่านโปร่งใสที่ไม่อาจสัมผัสขวางกั้นอยู่
ไม่ได้ยินเสียง และเข้าใกล้ไม่ได้
“สิบนาที?!” เสียงของตี๋ซิวซือดังลอดผ่านม่านกั้นมา ฟังดูผิดเพี้ยนและห่างไกล “เกมบ้า ๆ นี่เอาจริงหรือไง?! ให้สู้กับตัวเองอีกคน แล้วจะสู้ยังไง?!”
ไม่มีใครตอบเขา
เพราะเบื้องหน้าของทุกคน มีเงาร่างหนึ่งค่อย ๆ ก้าวออกมาจากความมืด
ตอนแรกเงาร่างนั้นเป็นเพียงเค้าโครงมนุษย์เลือนราง จากนั้นใบหน้า เสื้อผ้า และท่าทางก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่เหมือนกับตัวเองทุกประการ
“เริ่มนับถอยหลัง”
เบื้องหน้าฮวาเจิ้งหาว ร่างที่หน้าตาเหมือน “ฮวาเจิ้งหาว” หยุดฝีเท้า
ทั้งคู่ยืนจ้องกันห่างออกไปกว่าหนึ่งเมตร สีหน้าเคร่งขรึมเหมือนกันทุกประการ ราวกับกระจกสองบานที่สะท้อนกันและกัน
แต่คนในกระจกกลับเป็นฝ่ายยิ้มก่อน
“ทำเป็นขู่ใครอยู่?”
ฮวาเจิ้งหาวด้านมืดเดินวนรอบตัวเขาอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงเจือแววเยาะเย้ยชวนอึดอัด
“คิดว่าทำหน้าบึ้งแล้วจะดูไม่น่าเข้าใกล้หรือไง? ไร้เดียงสาจริง ๆ”
