เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้คำพูด หวนเสวี่ยหลิงจึงเสริมขึ้นว่า “อีกอย่าง เธอยังเปิดได้การ์ดชุบชีวิตอยู่เรื่อย ๆ เธอเพิ่งมาที่นี่ได้แค่สองเดือน ก็เปิดได้การ์ดชุบชีวิตขั้นเทพถึงสามใบ ซึ่งพวกเราแทบไม่มีทางเปิดได้เลย”
“สามใบ?” เว่ยลั่วซานน่าถามอย่างสงสัย “เธอไม่ได้ขายไปแค่สองใบหรือ?”
ใบหนึ่งมอบให้ฮวาเจิ้งหาว เรื่องนี้ใคร ๆ ก็รู้
ส่วนอีกใบ เธอขายให้ผู้เล่นจากโลกสีน้ำเงินที่ใช้ชื่อว่า “ไม่มีวันพลาด” ในเกมเมื่อวานนี้
“เธอยังมีอีกใบอยู่ในมือหรือ?” เว่ยลั่วซานน่าถาม
อู๋หม่ากล่าวเสียงขรึม “ใบนั้นที่งานประมูลก็เป็นของเธอเหมือนกัน”
แม้อวิ๋นเฉินไม่เคยยอมรับว่าการ์ดชุบชีวิตในงานประมูลเป็นฝีมือของเธอ แต่อู๋หม่าคิดว่า นอกจากเธอแล้วก็ไม่มีใครอื่นแล้ว
ต่อให้ถอยไปคิดในแง่ร้ายที่สุดว่าไม่ใช่เธอ แค่เปิดได้การ์ดชุบชีวิตขั้นเทพสองใบภายในสองเดือน ก็เหลือเชื่อมากพอแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า ในบรรดาผู้เล่นระดับสูงที่อยู่ที่นี่ มีเพียงนั่วถีซาหยากับหวนเสวี่ยหลิงที่ต่างก็เปิดได้คนละใบ
ยิ่งไปกว่านั้น นั่วถีซาหยาเพิ่งเปิดได้เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งสองคนเล่นเกมมาแล้วตั้งหลายร้อยรอบ กว่าจะได้การ์ดมาสักใบก็แทบกระอักเลือด แต่อวิ๋นเฉินล่ะ? เล่นไปไม่กี่รอบก็เปิดได้ตั้งสองสามใบ ความแตกต่างนี้ช่างมหาศาลเกินไป
หลังจากฟังเรื่องทั้งหมด ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
โชคดีที่ตี๋ซิวซือไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นถ้าเขารู้ว่าการ์ดชุบชีวิตใบนั้นในงานประมูลก็เป็นของอวิ๋นเฉิน คงได้อ้าปากค้างแน่ พอนับแบบนี้ แปลว่าเธอเคยมีการ์ดชุบชีวิตอยู่ในมือถึงสี่ใบ!
