จุดเช็กอินรวยล้นฟ้า สวยสะพรั่ง……
จุดเช็กอินผอมลงฮวบ……
…………
กรกฎาคม ปี 1967 หน้าเขตทหาร xx
“สหายคะ ฉันมาหาผู้กองสวี่อี้เฟิงแห่งกองร้อยที่ 2 กองพันที่ 2 กรมที่ 3 ฉันเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา ฉินเสี่ยว รบกวนช่วยเข้าไปรายงานให้หน่อยได้ไหมคะ”
ฉินเสี่ยวคาบบุหรี่ไว้ในปาก พูดกับทหารยามอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน
วันนี้เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีขาว กางเกงขายาวสีเขียวทหาร และรองเท้าผ้าใบสีขาว
ผมสั้น ใบหน้าสวยจนแยกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย มือทั้งสองล้วงกระเป๋า ปากคาบบุหรี่ไว้
ถ้าเสียงที่พูดไม่ใช่เสียงผู้หญิง ทหารยามคงนึกว่าไอ้เร่ร่อนจากกองพลไหนหนีออกมากันแน่
“ได้ รอสักครู่นะ”
ทหารยามรับคำ ก่อนผลัดเวรกับคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้ววิ่งเข้าไปในค่ายเพื่อเรียกคน
“เมื่อกี้ทหารยามบอกว่าลูกพี่ลูกน้องฉัน ฉินเสี่ยวมาหาเหรอ?” สวี่อี้เฟิงได้ยินรายงานจากทหารยาม ก็ถามย้ำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ทหารยามพยักหน้า “ใช่ครับ เธอรอคุณอยู่ที่หน้าประตู”
“ไปบอกเธอว่าฉันไม่มีเวลา ไม่พบ”
สวี่อี้เฟิงพูดจบก็หันหลังเดินจากไป แต่ในใจกลับกระวนกระวายไม่หยุด
ฉินเสี่ยวมาหาได้ยังไง?
เธอมาทำไม?
เรื่องที่เขามีคนรักอยู่ในค่ายทหาร เขาไม่เคยบอกเธอสักหน่อย
แต่จู่ ๆ เธอก็โผล่มาหา
หรือมีใครปากพล่อยจนข่าวไปถึงหูฉินเสี่ยวแล้ว?
…………
เมื่อฉินเสี่ยวได้ยินทหารยามบอกว่าสวี่อี้เฟิงไม่ยอมพบเธอ ก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด
ทำเรื่องไม่ดีไว้แล้วยังไม่กล้าสู้หน้า ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
เธอสูบบุหรี่เข้าไปลึก ๆ แล้วพูดว่า “งั้นรบกวนบอกสวี่อี้เฟิงด้วยว่า ฉันพักอยู่ที่โรงแรมรับรองในเมือง ถ้าวันนี้เขาไม่มาพบฉัน ก็รับผลที่ตามมาเองแล้วกัน”
พูดจบก็หันหลังเดินจากไป
ทหารยามมองตามคนที่เดินออกไป ก่อนจะจำใจเข้าไปรายงานอีกครั้ง
“งั้นก็ปล่อยให้เธอรอไป”
สวี่อี้เฟิงไม่มีเวลามาสนใจฉินเสี่ยวจริง ๆ พรุ่งนี้ก็เป็นวันหมั้นของเขาแล้ว
ถ้าไปพบเธอตอนนี้ แล้วอู๋อิงรู้เข้า เธอต้องโกรธแน่
มีเรื่องอะไรค่อยพูดกันหลังวันพรุ่งนี้แล้วกัน
ปกติฉินเสี่ยวเข้าใจเขาอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน
*
ฉินเสี่ยวเดินเท้ามาถึงป่าละเมาะที่อยู่ห่างออกไปสามลี้ ก็เห็นพี่น้องร่วมแก๊งสิบกว่าคนยืนรออยู่
“พี่ใหญ่ เป็นยังไงบ้าง ได้เจอเขาไหม?” หวงจงเหลียงเห็นพี่ใหญ่เดินมา ก็รีบก้าวเข้าไปถาม
“ไปเตรียมของ พรุ่งนี้เช้าเราจะเอาของขวัญชิ้นใหญ่ไปให้เขา” ฉินเสี่ยวแกะลูกอมนมต้าป๋ายทู่ใส่ปาก พูดอู้อี้จนฟังไม่ชัด
พวกน้อง ๆ รอบตัวได้ยินดังนั้นก็พากันขยับมือขยับเท้า เลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
จากนั้นทุกคนก็เข็นจักรยานที่ซ่อนไว้ในป่าออกมา แล้วขี่ออกไปเตรียมของกันอย่างตื่นเต้น
ฉินเสี่ยวค่อย ๆ เคี้ยวลูกอมนมจนหมด ก่อนจะขี่จักรยานที่จอดอยู่ข้าง ๆ กลับไปยังโรงแรมรับรองในเมือง
เธอเดินเข้าห้อง ล็อกประตู แล้วหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าที่วางอยู่บนเตียง
พอเปิดดูก็เห็นบันทึกอัดแน่นเต็มหน้า
กุมภาพันธ์ ปี 1966 ให้สวี่อี้เฟิงยืมเงิน 5 หยวน คูปองธัญพืช 2 ชั่ง
เมษายน ปี 1966 ให้สวี่อี้เฟิงยืมเงิน 10 หยวน คูปองธัญพืช 2 ชั่ง……
จนถึงเดือนมีนาคม ปี 1967 ให้สวี่อี้เฟิงยืมเงิน 50 หยวน คูปองธัญพืชทั่วประเทศ 10 ชั่ง
ในกระเป๋ายังมีจดหมายกองโต เนื้อหาในนั้นล้วนเป็นจดหมายที่สวี่อี้เฟิงเขียนถึงเจ้าของร่างเดิม พร่ำตัดพ้อและขอให้เจ้าของร่างเดิมส่งเงินกับคูปองไปให้
จดหมายฉบับสุดท้ายเขียนเมื่อเดือนเมษายน ปี 1967 เนื้อหาเป็นการขอเลิก
วันเดียวกันนั้นเอง เจ้าของร่างเดิมกินยาฆ่าตัวตาย ส่วนเธอก็ทะลุมิติมาจากวันสิ้นโลก
สิ่งแรกที่ทำหลังฟื้นขึ้นมาคือไปโรงพยาบาลเพื่อให้หมอช่วยชีวิต
หลังจากนั้นเธอก็ได้รับความทรงจำ และรู้ว่าพ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมเป็นทหารทั้งคู่
ปกติพวกเขายุ่งอยู่ในค่ายทหารมาก จึงปล่อยเจ้าของร่างเดิมให้อาศัยอยู่กับคุณปู่ที่บ้านพักในเขตทหาร
ตระกูลฉินมีเจ้าของร่างเดิมเป็นเด็กผู้หญิงอยู่คนเดียว ทุกคนจึงตามใจเธอ
นั่นทำให้เจ้าของร่างเดิมกลายเป็นคนเอาแต่ใจ ทำอะไรตามใจชอบ
หลังฉินเสี่ยวหายป่วย เธอก็อาศัยนิสัยเอาแต่ใจของเจ้าของร่างเดิมและความสามารถของตัวเอง สยบพวกคนรุ่นเดียวกันในเขตทหารจนอยู่หมัด
จากนั้นก็พาพี่น้องกลุ่มนี้ไปบุกเบิกจนตั้งตัวได้ในตลาดมืดภายในเวลาเพียงสองเดือน
พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เธอก็มีเวลาจัดการสวี่อี้เฟิงคนเนรคุณเสียที
ต้องยอมรับว่าเจ้าของร่างเดิมมีเรื่องหนึ่งที่ฉลาดมาก นั่นคือปิดบังฐานะของตัวเองตอนคบกับสวี่อี้เฟิง
ไม่อย่างนั้นฉินเสี่ยวในตอนนี้คงไม่มีโอกาสได้มาอยู่ตรงนี้
ฉินเสี่ยวเก็บของเข้าที่ ก่อนจะนอนบนเตียงโดยประสานมือไว้ คิดถึงประกาศที่จะออกมาในปีหน้า ซึ่งรณรงค์ให้เยาวชนผู้มีความรู้ลงชนบทเพื่อช่วยงานด้านการศึกษา
ถึงตอนนั้น พวกคนว่างงานอย่างพวกเธอคงเป็นกลุ่มแรกที่ถูกเลือกอย่างแน่นอน
อย่างไรเสีย ในบรรดาพวกเธอก็มีหลายคนที่พ่อกับปู่ล้วนดำรงตำแหน่งสูง
เมื่ออยู่ในตำแหน่ง ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง
ถ้าครอบครัวตัวเองไม่ทำตัวเป็นแบบอย่าง ต่อไปเวลาทำงานก็คงยากที่จะทำให้คนอื่นยอมรับ
ส่วนตัวเธอเองไม่เป็นไร จะลงชนบทหรือทำงานก็ได้ทั้งนั้น
แต่พี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกับเธอมา จะปล่อยให้ไปลงชนบท เสียช่วงเวลาวัยหนุ่มสาวอันมีค่าไปไม่ได้เด็ดขาด
“ก๊อก ๆ ๆ……พี่ใหญ่ ออกมากินข้าวได้แล้ว”
“มาแล้ว”
ฉินเสี่ยวลุกขึ้นเปิดประตู แล้วเดินตามทุกคนไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ
พวกเธอไม่ขาดเงิน ตอนออกมาก็แลกคูปองธัญพืชทั่วประเทศมาหลายใบ
พอไปถึงร้านก็เอาคูปองธัญพืชทั่วประเทศบางส่วนไปแลกคูปองเนื้อของท้องถิ่น
มีเงินมีคูปอง ต่อให้อยู่ในที่แปลกหน้า พวกเธอก็กินดีอยู่ดีได้เหมือนกัน
“เตรียมของกันครบหรือยัง?” ฉินเสี่ยวกลืนหมูตุ๋นลงคอแล้วถาม
หวงจงเหลียงพยักหน้าอย่างตื่นเต้น “เตรียมครบแล้ว พวกเราจ่ายเงินเช่ามาโดยเฉพาะ พรุ่งนี้ใช้เสร็จก็เอาไปคืนได้เลย”
“ตอนเช้าทหารในค่ายมีฝึกกัน พวกเราไปกันแต่เช้า จะได้มอบเซอร์ไพรส์ให้พวกเขา” หลี่อวิ๋นเซินช่วยออกความเห็นอยู่ข้าง ๆ
ฉินเสี่ยวกวาดตามองใบหน้าทุกคนทีละคน ก่อนจะหลุบตาลงครุ่นคิด
เธอมีน้องชายร่วมแก๊งทั้งหมด 14 คน
มีเพียงหวงจงเหลียง หลี่อวิ๋นเซิน จ้าวหย่ง และตัวเธอเองที่มีภูมิหลังทางครอบครัวทัดเทียมกัน
หวังอันกั๋วกับซุนเฟิงเป็นหลานชายของผู้บัญชาการ
ส่วนโจวเจี้ยนอวี่ อู๋กัง เจิ้งอวี่ และเฉียนชิงหยาง เป็นหลานชายกับลูกชายของผู้บัญชาการกองทัพและเจ้าหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการ
เฝิงเจี๋ย เฉินเฟย เสิ่นจื่อเซวียน หยางโม่ และหยางซวี่ เป็นหลานชายกับลูกชายของผู้บัญชาการกองพลและผู้บังคับการฝ่ายการเมืองหลายคน
พูดได้เลยว่าลูกหลานของคนระดับสูงในค่ายทหารแทบทั้งหมดอยู่ใต้การดูแลของเธอ
ยิ่งไปกว่านั้น คนเหล่านี้ยังเป็นลูกหลานที่ครอบครัวรักและตามใจมาก
ฉินเสี่ยวพอนึกภาพออกว่า หากเกิดความวุ่นวายจนตระกูลฉินได้รับผลกระทบ คนเหล่านี้กับผู้ใหญ่ในครอบครัวคงเป็นกลุ่มแรกที่พุ่งเข้าใส่คนก่อเรื่องด้วยโทสะ โดยไม่ต้องรอให้ตระกูลฉินออกหน้าเอง
“พี่ใหญ่ กินข้าวสิ คิดอะไรอยู่?”
จ้าวหย่งกินจนปากมันเยิ้ม พอเงยหน้าก็เห็นพี่ใหญ่คีบเนื้อค้างไว้แล้วเหม่อลอย
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปาก แล้วเรียกพี่ใหญ่ให้ได้สติกลับมากินข้าว
“อืม”
ฉินเสี่ยวดึงสติกลับมา หยิบตะเกียบขึ้นกินต่อ
หลังกินข้าว ฉินเสี่ยวก็พาทุกคนขึ้นเขา
ได้ยินมานานแล้วว่าบนภูเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือมีสัตว์ป่าอยู่มากมาย
ตอนนี้พวกเธอมาถึงแล้ว ย่อมไม่ปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ให้หลุดมือไปแน่
“โห พี่ใหญ่ นั่นไก่ป่าหรือเปล่า?”
อู๋กังมองไก่ป่าที่บินผ่านหน้าไป แล้วตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น
โจวเจี้ยนอวี่เห็นไก่ป่าตกใจบินหนีเพราะเสียงตะโกนของอู๋กัง ก็โมโหจนยกมือฟาดหัวเขาไปหนึ่งที
“ไอ้ทึ่ม จะตะโกนเสียงดังทำไม? มีไก่ป่าก็โดนแกทำให้หนีหมดแล้ว”
“แหะ ๆ ก็ฉันตื่นเต้นนี่นา” อู๋กังลูบหัวที่ไม่ได้เจ็บอะไร แล้วหัวเราะแห้ง ๆ
ฉินเสี่ยวไม่สนใจพวกเขาที่หยอกล้อกัน เธอเดินนำอยู่ข้างหน้า สายตาคมกริบจับจ้องไปยังเบื้องหน้า
“ฮึ่ม ๆ……ฮึ่ม ๆ……”
หูของเธอขยับเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงเย็นว่า “ทิศ 8 นาฬิกาไปสามคน ทิศ 6 นาฬิกาไปสามคน
ทิศ 3 นาฬิกาไปสามคน ทิศ 9 นาฬิกาไปสามคน ที่เหลือไปกับฉันทางทิศ 12 นาฬิกา”
