ออกจากบ้านเกิดมา อู๋เจินเจินก็มุ่งหน้าไปเมืองหยกทันที
จากบ้านไปเมืองหยกระยะทางกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร พอเหนื่อย อู๋เจินเจินก็แวะสถานีบริการ นอนพักที่เบาะหลังรถ พอได้พักจนหายเหนื่อยก็ออกเดินทางต่อไม่หยุดพัก ในที่สุดก็ไปถึงเมืองหยกก่อนพลบค่ำของวันถัดมา
เพิ่งลงจากทางด่วนเมืองหยก ก็เห็นพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มใหญ่ส่งเสียงเรียกลูกค้า ขายหยกอยู่ตรงทางออกทางด่วน
เมืองหยกสมคำร่ำลือจริง ๆ เมืองอื่นตรงทางออกทางด่วนมักขายของกิน แต่ที่นี่ขายหยก
อู๋เจินเจินไม่ได้แวะตรงทางออกทางด่วน แต่ขับตามระบบนำทางตรงไปโรงแรม เช็กอิน วางสัมภาระ แล้วตรวจดูทั่วทุกมุมห้องอย่างละเอียด เผื่อมีคนติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้
กินมื้อเย็นที่โรงแรมจัดมาให้แล้ว เธอก็อาบน้ำอุ่นชำระล้างความเหนื่อยล้า
อู๋เจินเจินตั้งใจจะไปเดินตลาดกลางคืน ได้ยินมาว่าตลาดกลางคืนของเมืองหยกเต็มไปด้วยของดี ขอแค่มีสายตาดูของเป็น ที่ไหนก็มีของหลุดราคาดีให้เก็บ
แต่ที่นั่นก็เป็นแหล่งรวมของปลอมมากที่สุดเช่นกัน มิจฉาชีพจำนวนไม่น้อยชอบออกมาตั้งแผงขายของตอนกลางคืน
หยกบางชิ้นดูสวยเป็นพิเศษใต้แสงไฟยามค่ำคืน แต่พอเอาไปวางกลางแดดตอนกลางวัน คุณภาพกลับแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
สรุปแล้ว ตลาดกลางคืนเป็นสถานที่ที่มีทั้งคนดีคนร้ายปะปนกัน
อู๋เจินเจินดูของไม่เป็นเลย ช่วงสองสามวันนี้เธอก็ลองอ่านกระทู้เกี่ยวกับหยกมาบ้าง ดูรูปไปดูรูปมา เธอก็รู้สึกว่ามันดูคล้ายกันไปหมด แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อมิติส่วนตัวชอบของพวกนี้นี่นา!
ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปประมูลในงานประมูลก็ได้ ถึงราคาจะแพงกว่า แต่อย่างน้อยของก็ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนมาแล้ว ไม่น่าพลาด แค่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกหน่อยเท่านั้น
อู๋เจินเจินไม่ได้ขับรถไปเอง แต่ไปเรียกรถตรงหน้าโรงแรม เหตุผลแรกคือกลัวขับไปแล้วไม่คุ้นทาง หาที่จอดรถไม่เจอ อีกเหตุผลคือกลัวมีคนจ้องเล่นงาน เห็นรถที่เธอขับดูดีแล้วจะคิดว่าเธอเป็นหมูให้เชือด
